<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>HotVariety.com &#187; แม่และเด็ก</title>
	<atom:link href="http://www.hotvariety.com/archives/category/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.hotvariety.com</link>
	<description>ทรงผม แบบทรงผม แต่งหน้า สุขภาพ เกมส์ ความรัก แฟชั่นเสื้อผ้า</description>
	<lastBuildDate>Tue, 26 Jul 2011 21:45:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.3</generator>
		<item>
		<title>เจ้าตัวเล็กเข้าข่ายเด็กไฮเปอร์หรือไม่</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/3046/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/3046/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 May 2011 10:29:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไฮเปอร์]]></category>
		<category><![CDATA[โรคสมาธิสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเด็กไฮเปอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=3046</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>โรคเด็กไฮเปอร์ (Woman&#8217;s Story) &#8220;โรคสมาธิสั้น&#8221; ภาษา แพทย์เรียกว่า Attention Deficit Hyperative Disorders (ADHD) หรือนิยม เรียกว่า โรคเด็กไฮเปอร์&#8230;ทีนี้ก็ได้เวลามาสำรวจเจ้าตัวเล็ก ที่บ้านว่ามีอาการเข้าข่ายเด็กไฮเปอร์หรือไม่ อาการ สมาธิสั้น หรือโรคเด็กไฮเปอร์ จะมีลักษณะอาการที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นเด็กซน และเด็กที่มีภาวะบกพร่องสมาธิสั้นจริง ๆ ไม่ใช่เพียงความคาบเกี่ยวระหว่างเด็กซนเท่านั้น แต่ก็มีส่วนคาบเกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ (Gitted) นอกจาก นี้แล้ว อาการสมาธิสั้นยังเป็นอาการที่พบในเด็กที่มีภาวะออทิสซึ่มอีกด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นต้องเป็นออทิสติก อาการที่สังเกตได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ 1.อาการซนมากกว่าปกติ (Hyper Activity) ลักษณะความซนจะมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป เด็กจะซนแบบไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี้ลุกลนตลอดเวลา 2. มีความวอกแวกง่าย สิ่งเร้าเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เสียสมาธิได้แล้ว นอกจากนั้นยังแสดงออกในรูปของการทำงานไม่ค่อยสำเร็จ เพราะในขณะที่กำลังทำงานอย่างหนึ่งอยู่นั้น ใจก็จะคิดวอกแวกไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ กว่าจะทำอะไรเสร็จได้ต้องใช้เวลานาน ต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไช 3. อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsive) เด็ก มักจะแสดงออกในลักษณะที่รอคอยไม่เป็น เช่น ในขณะที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F3046%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2588%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2587%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F3046%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2588%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a5%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2587%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p>โรคเด็กไฮเปอร์ (Woman&#8217;s Story)</p>
<p>&#8220;โรคสมาธิสั้น&#8221; ภาษา แพทย์เรียกว่า Attention Deficit Hyperative Disorders (ADHD) หรือนิยม  เรียกว่า โรคเด็กไฮเปอร์&#8230;ทีนี้ก็ได้เวลามาสำรวจเจ้าตัวเล็ก  ที่บ้านว่ามีอาการเข้าข่ายเด็กไฮเปอร์หรือไม่</p>
<p>อาการ สมาธิสั้น หรือโรคเด็กไฮเปอร์  จะมีลักษณะอาการที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นเด็กซน  และเด็กที่มีภาวะบกพร่องสมาธิสั้นจริง ๆ  ไม่ใช่เพียงความคาบเกี่ยวระหว่างเด็กซนเท่านั้น  แต่ก็มีส่วนคาบเกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ (Gitted) นอกจาก นี้แล้ว อาการสมาธิสั้นยังเป็นอาการที่พบในเด็กที่มีภาวะออทิสซึ่มอีกด้วย  แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นต้องเป็นออทิสติก</p>
<p>อาการที่สังเกตได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/0801240330904146.gif" border="0" alt="" /> 1.อาการซนมากกว่าปกติ (Hyper Activity) ลักษณะความซนจะมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป เด็กจะซนแบบไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี้ลุกลนตลอดเวลา</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/0801240330904146.gif" border="0" alt="" />2. มีความวอกแวกง่าย  สิ่งเร้าเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เสียสมาธิได้แล้ว  นอกจากนั้นยังแสดงออกในรูปของการทำงานไม่ค่อยสำเร็จ  เพราะในขณะที่กำลังทำงานอย่างหนึ่งอยู่นั้น  ใจก็จะคิดวอกแวกไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ กว่าจะทำอะไรเสร็จได้ต้องใช้เวลานาน  ต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไช</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/0801240330904146.gif" border="0" alt="" />3. อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsive) เด็ก มักจะแสดงออกในลักษณะที่รอคอยไม่เป็น เช่น  ในขณะที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่  เมื่ออยากจะพูดก็จะพูดแทรกขึ้นมาในทันทีโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม  หรือพ่อแม่ให้ช่วยหยิบน้ำมาให้แก้วหนึ่ง ก็จะรีบไปหยิบเอาแต่แก้วมา  เหมือนกับยังไม่ทันฟังคำร้องขอให้เสร็จก่อน ก็รีบวิ่งไปก่อนเสียแล้ว  ซึ่งสิ่งเหล่านี้  มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อตัวเด็กได้ง่ายอีกด้วย<span class="highslide"><img class="size-full wp-image-3050 alignright" title="เด็กไฮเปอร์" src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2011/05/เด็กไฮเปอร์.jpg" alt="" width="300" height="300" /></span></p>
<p>เด็ก อาจมีอาการครบทั้ง 3 กลุ่ม หรือมีลักษณะเด่นร่วมกัน 1-2 อาการ  ซึ่งถ้าสังเกตลูกว่าเข้าข่ายกลุ่มอาการสมาธิสั้นแล้ว  ควรจะพาไปพบจิตแพทย์ทันที เพื่อทำการทดสอบวินิจฉัยให้ชัดเจน  เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาต่อไป</p>
<p>ได้ ความรู้เกี่ยวกับโรคเด็กไฮเปอร์กันไปแล้ว  คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตดูลูกตลอดเวลา  เพราะหากเด็กมีความผิดปกติที่เข้าข่ายอาการสมาธิสั้นแล้ว  จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/3046/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;คุณแม่ตั้งครรภ์&#8221; สวยแบบประหยัด</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/2723/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/2723/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2010 02:58:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA["คุณแม่ตั้งครรภ์" สวยแบบประหยัด]]></category>
		<category><![CDATA[คุณแม่ตั้งครรภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งครรภ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=2723</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>คุณแม่ตั้งครรภ์อยากสวยแบบประหยัดฟังทางนี้! เพราะ คุณแม่โดยเฉพาะมือใหม่หลายท่านคงต้องรับมือกับปัญหาช่วงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ เรื่องของเสื้อผ้าที่คงต้องหาซื้อกันใหม่ และไหนจะเสื้อผ้าเก่าที่ใส่ไม่ได้อีกจะให้ซื้อใหม่ทั้งหมดคงจะไม่ไหวแน่ ๆ กับยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ก่อนอื่นก็คงต้องเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วดูว่า เครื่องแต่งกายชิ้นใดบ้างที่คุณแม่ยังใช้ของเดิมได้และชิ้นใดควรซื้อใหม่ คุณแม่จะได้แต่งตัวสวยอย่างประหยัดในช่วงตั้งท้องค่ะของอันไหนยังใช้ได้ก็ ลองเอามามิกแอนด์แมทดูกัน เสื้อ เสื้อที่คุณแม่สามารถหยิบมาใส่ได้อย่างสบาย ๆ ในช่วงตั้งท้องคือ เสื้อยืดหรือเสื้อที่ทำจากผ้ายืด เพราะสามารถยืดขยายได้ตามสรีระของร่างกายไม่ทำให้คุณแม่รู้สึกอึดอัด ลองมองหาเสื้อยืดตัวยาวลายเก๋ ๆ หรือเล่นลวดลายสีสันจะช่วยให้คุณแม่ดูสดใสขึ้น อย่าลืมเตรียมเสื้อที่สวมใส่สบายไว้สำหรับใส่ออกงานด้วยนะคะ กางเกงหรือกระโปรงยืด ถ้าคุณแม่มีอยู่แล้วก็สามารถหยิบออกมาใส่เวลาออกไปเที่ยวหรือไปทำงานได้ ลองจับคู่กับเสื้อตัวสวยหลาย ๆ แบบ ก็จะทำให้คุณแม่มีชุดให้เลือกใส่เพิ่มอีกหลายชุด แต่ต้องดูด้วยว่ายางยืดต้องยืดพอดีกับช่วงท้องใส่แล้วสบายไม่คับหรือรัดแน่น เกินไปจนอึดอัด อย่าเพิ่งร้อนใจไปว่าถึงจะใส่สบายแต่จะดูอ้วนหรือเชยหรือเปล่าลองตกแต่ง เพิ่มเติมด้วยการติดลูกปัด โบว์ หรือดอกไม้ถักเล็ก ๆ เข้าไป ก็จะได้กางเกงหรือกระโปรงตัวสวยไว้ใส่ในช่วงท้องอย่างไม่อายใครแล้ว ถุงเท้า ถ้าคุณแม่ต้องอยู่ในห้องแอร์เป็นประจำควรเตรียมถุงเท้าไว้ 2-3 คู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าเย็น เครื่องประดับ คุณแม่ยังสามารถใส่เครื่องประดับได้เหมือนเดิมนอกจากสร้อยคอ กำไล ต่างหูหรือกิ๊บติดผมแล้ว ลองหยิบผ้าคลุมไหล่ผืนสวยมาคลุมเพิ่มก็ช่วยกันแดดกันลมเวลาออกไปข้างนอกได้ อะไรบ้าง&#8230;ควรเปลี่ยนใหม่ !!! เสื้อชั้นใน เมื่อถึงเวลาที่เต้านมของคุณแม่ขยายขึ้นเสื้อในตัวเดิมคงต้องเก็บไว้ก่อน และหาเสื้อในตัวใหม่เพื่อให้เข้ากับขนาดและทรงของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไป เวลาวัดรอบอกเพื่อเลือกเสื้อในควรถอดเสื้อออกก่อนวัด ให้วัดผ่านยอดอกทั้งสองข้างโดยให้สายวัดอยู่ระดับเดียวกันและวัดรอบใต้อก ด้วย - [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F2723%2F%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2593%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a0%25e0%25b9%258c-%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259a%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F2723%2F%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2593%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a0%25e0%25b9%258c-%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259a%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p>คุณแม่ตั้งครรภ์อยาก<strong>สวยแบบประหยัด</strong>ฟังทางนี้! เพราะ    คุณแม่โดยเฉพาะมือใหม่หลายท่านคงต้องรับมือกับปัญหาช่วงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ เรื่องของเสื้อผ้าที่คงต้องหาซื้อกันใหม่   และไหนจะเสื้อผ้าเก่าที่ใส่ไม่ได้อีกจะให้ซื้อใหม่ทั้งหมดคงจะไม่ไหวแน่ ๆ  กับยุคเศรษฐกิจแบบนี้</p>
<p>ก่อนอื่นก็คงต้องเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วดูว่า  เครื่องแต่งกายชิ้นใดบ้างที่คุณแม่ยังใช้ของเดิมได้และชิ้นใดควรซื้อใหม่  คุณแม่จะได้แต่งตัวสวยอย่างประหยัดในช่วงตั้งท้องค่ะของอันไหนยังใช้ได้ก็ ลองเอามามิกแอนด์แมทดูกัน</p>
<p><strong>เสื้อ </strong> เสื้อที่คุณแม่สามารถหยิบมาใส่ได้อย่างสบาย ๆ ในช่วงตั้งท้องคือ  เสื้อยืดหรือเสื้อที่ทำจากผ้ายืด  เพราะสามารถยืดขยายได้ตามสรีระของร่างกายไม่ทำให้คุณแม่รู้สึกอึดอัด  ลองมองหาเสื้อยืดตัวยาวลายเก๋ ๆ  หรือเล่นลวดลายสีสันจะช่วยให้คุณแม่ดูสดใสขึ้น  อย่าลืมเตรียมเสื้อที่สวมใส่สบายไว้สำหรับใส่ออกงานด้วยนะคะ</p>
<p><strong>กางเกงหรือกระโปรงยืด </strong> ถ้าคุณแม่มีอยู่แล้วก็สามารถหยิบออกมาใส่เวลาออกไปเที่ยวหรือไปทำงานได้  ลองจับคู่กับเสื้อตัวสวยหลาย ๆ แบบ  ก็จะทำให้คุณแม่มีชุดให้เลือกใส่เพิ่มอีกหลายชุด  แต่ต้องดูด้วยว่ายางยืดต้องยืดพอดีกับช่วงท้องใส่แล้วสบายไม่คับหรือรัดแน่น เกินไปจนอึดอัด  อย่าเพิ่งร้อนใจไปว่าถึงจะใส่สบายแต่จะดูอ้วนหรือเชยหรือเปล่าลองตกแต่ง เพิ่มเติมด้วยการติดลูกปัด โบว์ หรือดอกไม้ถักเล็ก ๆ เข้าไป  ก็จะได้กางเกงหรือกระโปรงตัวสวยไว้ใส่ในช่วงท้องอย่างไม่อายใครแล้ว</p>
<p><strong>ถุงเท้า</strong> ถ้าคุณแม่ต้องอยู่ในห้องแอร์เป็นประจำควรเตรียมถุงเท้าไว้ 2-3 คู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าเย็น<br />
<strong><br />
เครื่องประดับ </strong> คุณแม่ยังสามารถใส่เครื่องประดับได้เหมือนเดิมนอกจากสร้อยคอ กำไล  ต่างหูหรือกิ๊บติดผมแล้ว  ลองหยิบผ้าคลุมไหล่ผืนสวยมาคลุมเพิ่มก็ช่วยกันแดดกันลมเวลาออกไปข้างนอกได้</p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/12/400x601-images-stories-0-mom-mom-1-20.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2724" title="400x601-images-stories-0-mom-mom-1-20" src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/12/400x601-images-stories-0-mom-mom-1-20.jpg" alt="" width="400" height="601" /></a></p>
<p><strong>อะไรบ้าง&#8230;ควรเปลี่ยนใหม่ !!!</strong><br />
<strong><br />
เสื้อชั้นใน</strong></p>
<p>เมื่อถึงเวลาที่เต้านมของคุณแม่ขยายขึ้นเสื้อในตัวเดิมคงต้องเก็บไว้ก่อน  และหาเสื้อในตัวใหม่เพื่อให้เข้ากับขนาดและทรงของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไป  เวลาวัดรอบอกเพื่อเลือกเสื้อในควรถอดเสื้อออกก่อนวัด  ให้วัดผ่านยอดอกทั้งสองข้างโดยให้สายวัดอยู่ระดับเดียวกันและวัดรอบใต้อก ด้วย</p>
<p><strong>- ช่วงตั้งครรภ์</strong> ควรเลือกเสื้อในแบบมีโครงหรือแบบที่มีแผ่นรองซับด้านใน  เพื่อช่วยประคองเต้านมไม่ให้คล้อย มีตะขอด้านหลัง 4  ระดับสามารถปรับให้พอดีกับขนาดลำตัวที่ใหญ่ขึ้นได้  และเลือกเสื้อในที่เป็นทรงแหลมเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการขยายของหน้าอกและ ไม่กดหัวนม</p>
<p><strong>- ช่วงหลังคลอด </strong> เลือกใส่เสื้อในแบบเปิดเต้าได้จะสะดวกต่อการให้นมลูก และใช้แผ่นรองซับน้ำนมป้องกันน้ำนมไหลซึมเปื้อน<br />
<strong><br />
กางเกงใน</strong></p>
<p>ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่มักจะปัสสาวะบ่อยควรเลือกกางเกงในที่สวมใส่ง่ายเนื้อ ผ้าระบายอากาศได้ดี  ในช่วงแรกเอวและท้องจะขยายด้านหน้าจึงควรเลือกกางเกงในที่มีการตัดต่อช่วง  หน้าท้องและมีขาเพื่อป้องกันการเสียดสีของต้นขา  เมื่อท้องเริ่มขยายใหญ่ควรเลือกใส่กางเกงในแบบพยุงครรภ์จะทำให้รู้สึกสบาย เวลาเคลื่อนไหวหลังและเอวไม่รับน้ำหนักมากจนเกินไป</p>
<p><strong>รองเท้า</strong></p>
<p>หากคุณแม่มีแต่รองเท้าส้นสูงหรือคับ ๆ  ก็ลองหารองเท้าส้นเตี้ยไม่มีส้นไว้ใส่สักคู่ดีกว่า  เลือกรองเท้าที่พื้นไม่ลื่นยืดเกาะพื้นได้ดีไม่คับจนเกินไปและสามารถทรงตัว ได้ดีเวลาเดิน  ถ้าเป็นรองเท้าที่มีสายรัดส้นควรเลือกคู่ที่สามารถปรับสายรัดส้นได้จะช่วย ให้คุณแม่เดินสบายไม่ต้องเกร็งเท้าเวลาเดิน</p>
<p><strong>ตั้งท้อง..เลือกเสื้อผ้าอย่างประหยัด !!!</strong><br />
<strong><br />
หยิบยืมเสื้อผ้าจากคนใกล้ตัว </strong> หากมีเพื่อนหรือญาติที่ตั้งท้องก่อนหรือยืมเสื้อลำลองของสามีมาใส่ก็เป็นวิธีที่ง่ายและช่วยให้คุณแม่ประหยัดค่าเสื้อผ้าได้<br />
<strong><br />
ตกแต่งเสื้อตัวเดิม </strong>เพียง แค่ใช้ฝีมือในการเย็บปักถักร้อยนิดหน่อยหากลูกปัดหรือโบว์มาตกแต่งเพิ่มหรือ จะถัดเสื้อใส่เองก็จะได้เสื้อที่ถูกใจและได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วย</p>
<p><strong>เลือกแบบที่สามารถใช้ได้คุ้มค่า </strong> หากจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ในช่วงตั้งท้องควรเลือกแบบที่สามารถขยายได้ และสามารถใส่ได้ตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์  เลือกซื้อเสื้อผ้าหลายสีหลายแบบเพื่อจะได้นำมามิกแอนด์แมทกันได้  หากคุณแม่ไม่สะดวกที่จะไปซื้อเสื้อผ้าเองก็ลองเลือกซื้อเสื้อผ้าแบบออนไลน์ ตามเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าทั่วไปหรือสำหรับคนท้องก็จะช่วยประหยัดเวลาได้</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก <a rel="nofollow" href="http://www.motherandcare.in.th/" target="_blank">mother&amp;care</a> ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/2723/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้ของวัยเบบี๋</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/1956/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/1956/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Mar 2010 00:21:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วัยเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กทารก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ของวัยเบบี๋]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=1956</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>หนูน้อยวัยแรกเกิดไม่ได้นอนหลับ นิ่งๆอย่างที่เราคิดหรอกค่ะ เพราะเขามีความมหัศจรรย์ทางร่างกายหลายอย่างให้เราค้นหาอยู่ทุกวัน จากพฤติกรรมประหลาดปนน่ารัก บางครั้งทำให้คุณพ่อคุณแม่อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือเปล่า แต่อยากบอกว่าสิ่งที่เจอนั้นเขาเรียกว่า Reflex หรือปฎิกิริยาสะท้อนกลับค่ะ Reflex คือ อาการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมโดยอัตโนมัติ ปราศจากการควบคุมจากร่างกายแต่อย่างใด ซึ่งบางอย่างก็สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในครรภ์แล้วค่ะ (เช่น การดูดนิ้ว) แม้ปฎิกิริยานี้ หนูน้อยมิได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น แต่ก็สร้างประโยชน์ได้เหมือนกัน โดยเขาจะเก็บสะสมเป็นประสบการณ์การเรียนรู้และรวบรวมเอาไว้เพื่อพัฒนาเป็น การเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ขึ้นค่ะ  ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่คุ้นเคยกับ Reflex ต่างๆของลูกเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถช่วยฝึกพัฒนาการในหลายๆเรื่องให้เขาได้ เช่น ช่วยให้เขาเคลื่อนไหวแขนขา ด้วยปฎิกิริยา Grasping Reflex คว้าจับ หรือ Stepping or Walking Reflex ก้าวเดิน เป็นต้น ลองมาดูปฎิกิริยา Reflex ต่างๆกันดูนะคะว่าเป็นอย่างไร Rooting Reflex : ท่า เขี่ยปากแล้วหันตาม ท่านี้คุณแม่สามารถช่วยให้เจ้าหนูดูดนมแม่ได้ดีเลย ค่ะ เพราะเมื่อคุณอุ้มลูกแล้ว เขี่ยตรงข้างแก้มและปาก เขาก็จะหันตามมาและใช้ปากหาเต้านม อ้าปากพร้อมจะดูดเลยค่ะ Babenski Reflex : ท่าเขี่ยฝ่าเท้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1956%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b5%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1956%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b5%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/03/211.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-1957" title="2" src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/03/211.jpg" alt="" width="400" height="266" /></a></p>
<p>หนูน้อยวัยแรกเกิดไม่ได้นอนหลับ นิ่งๆอย่างที่เราคิดหรอกค่ะ  เพราะเขามีความมหัศจรรย์ทางร่างกายหลายอย่างให้เราค้นหาอยู่ทุกวัน  จากพฤติกรรมประหลาดปนน่ารัก  บางครั้งทำให้คุณพ่อคุณแม่อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือเปล่า  แต่อยากบอกว่าสิ่งที่เจอนั้นเขาเรียกว่า Reflex หรือปฎิกิริยาสะท้อนกลับค่ะ</p>
<p>Reflex คือ  อาการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมโดยอัตโนมัติ  ปราศจากการควบคุมจากร่างกายแต่อย่างใด  ซึ่งบางอย่างก็สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในครรภ์แล้วค่ะ (เช่น การดูดนิ้ว)</p>
<p>แม้ปฎิกิริยานี้  หนูน้อยมิได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น แต่ก็สร้างประโยชน์ได้เหมือนกัน  โดยเขาจะเก็บสะสมเป็นประสบการณ์การเรียนรู้และรวบรวมเอาไว้เพื่อพัฒนาเป็น การเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ขึ้นค่ะ  ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่คุ้นเคยกับ Reflex  ต่างๆของลูกเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถช่วยฝึกพัฒนาการในหลายๆเรื่องให้เขาได้  เช่น ช่วยให้เขาเคลื่อนไหวแขนขา ด้วยปฎิกิริยา Grasping Reflex คว้าจับ  หรือ Stepping or Walking Reflex ก้าวเดิน เป็นต้น</p>
<p>ลองมาดูปฎิกิริยา Reflex  ต่างๆกันดูนะคะว่าเป็นอย่างไร<br />
Rooting Reflex :<br />
ท่า เขี่ยปากแล้วหันตาม<br />
ท่านี้คุณแม่สามารถช่วยให้เจ้าหนูดูดนมแม่ได้ดีเลย ค่ะ เพราะเมื่อคุณอุ้มลูกแล้ว เขี่ยตรงข้างแก้มและปาก  เขาก็จะหันตามมาและใช้ปากหาเต้านม อ้าปากพร้อมจะดูดเลยค่ะ</p>
<p>Babenski Reflex :  ท่าเขี่ยฝ่าเท้า<br />
ท่านี้ง่ายแถมยังน่ารักอีกต่างหาก  เพราะเพียงคุณเอานิ้วเขี่ยฝ่าเท้าของลูก นิ้วเท้าทั้ง 5  นิ้วของเขาก็จะแบแยกจากกันเลยค่ะ  ท่านี้คุณหมอก็จะใช้ตรวจระบบประสาทเช่นเดียวกัน</p>
<p>Grasping Reflex : ท่าคว้า จับ  และกำ<br />
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่า  เมื่อคุณลองเอานิ้วแหย่เข้าไปในฝ่ามือของลูกน้อย เขาจะคว้า จับ  หรือกำเสียแน่น และถ้าเราดึงมือขึ้นขณะที่ลูกยังกำนิ้วแน่นอยู่  ลูกก็จะสามารถโหนตัวตามได้ด้วยค่ะ</p>
<p>Sucking Reflex : ท่าดูด<br />
ถ้า เราเอานิ้วหรือหัวนมแม่มาแหย่ที่ปาก  เขาก็จะเผยอปากขึ้นและพยายามดูดสิ่งนั้นไปในปาก  จริงๆลูกเริ่มดูดเป็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ประมาณ 7- 8 เดือน<br />
Stepping or Walking Reflex  : ท่าก้าวเดิน<br />
เด็กเดินตั้งแต่แรกเกิดแล้วล่ะค่ะ  เพราะเมื่อคุณอุ้มให้ลุกขึ้นยืนและปลายเท้าติดเบาะ  รับรองได้เลยว่าเขาจะทำท่าคล้ายก้าวเดินจนคุณงงไปเลยล่ะ<br />
Moro Reflex :  ท่าผวา สะดุ้ง ตกใจ<br />
เป็นท่าปกติที่คุณหมอใช้ตรวจวัดระบบประสาทของเด็ก  เพราะเมื่ออุ้มเขาขึ้นมาแล้วลดมือลงต่ำด้วยความรวดเร็ว  (เหมือนปล่อยเขาให้ตกลงมาโดยที่ยังมีมืออุ้มอยู่)  หรือตบโต๊ะให้เกิดเสียงดัง เจ้าหนูจะสุดุ้งและผวากอด  ตรงจุดนี้สามารถวัดได้ว่าเจ้าหนูได้ยินเสียงหรือเปล่า<br />
Tonic neck  Reflex : ท่ายิงธนู<br />
ท่ายิงธนูเกิดได้จากเมื่อเราจับเจ้าหนูหันหน้าเร็วๆ เล็กน้อย แล้วแขนข้างหนึ่งของเขาจะเหยียดตรง ส่วนอีกข้างหนึ่งจะงอ  เหมือนว่าเขากำลังยิงธนูงั้นล่ะค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/1956/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัคซีนของลูกน้อย</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/1953/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/1953/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Mar 2010 00:20:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีน เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนของลูกน้อย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=1953</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>แรกเกิด ฉีดวัคซีนป้องกัน วัณโรค ป้องกันโรคตับอักเสบ บี ครั้งที่ 1 และฉีดภูมิคุ้มกันตับอักเสบ บี (สำหรับลูกที่เกิดจากแม่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบ บี) 1 เดือน ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 2 หรือฉีดเมื่ออายุ 2 เดือน 2 เดือน หยอดวัคซีนป้องกัน โรคโปลิโอ ครั้งที่ 1, ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 1 ,ฉีดวัคซีนป้องกันไข้สมองฮิบ ครั้งที่ 1* 4 เดือน หยอดวัคซีนพื่อ ป้องกันโรคโปลิโอ ครั้งที่ 2, ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 2, ฉีดวัคซีนป้องกันไข้สมองฮิบ ครั้งที่ 2* 6 เดือน หยอดวัคซีนป้องกัน โปลิโอ ครั้งที่ 3, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1953%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%258b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a2%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1953%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%258b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a2%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p>แรกเกิด<br />
ฉีดวัคซีนป้องกัน วัณโรค ป้องกันโรคตับอักเสบ บี ครั้งที่ 1 และฉีดภูมิคุ้มกันตับอักเสบ บี  (สำหรับลูกที่เกิดจากแม่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบ บี)</p>
<p>1 เดือน<br />
ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 2 หรือฉีดเมื่ออายุ 2 เดือน</p>
<p>2 เดือน<br />
หยอดวัคซีนป้องกัน โรคโปลิโอ ครั้งที่ 1, ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 1  ,ฉีดวัคซีนป้องกันไข้สมองฮิบ ครั้งที่ 1*</p>
<p>4 เดือน<br />
หยอดวัคซีนพื่อ ป้องกันโรคโปลิโอ ครั้งที่ 2, ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก  ครั้งที่ 2, ฉีดวัคซีนป้องกันไข้สมองฮิบ ครั้งที่ 2*</p>
<p>6 เดือน<br />
หยอดวัคซีนป้องกัน โปลิโอ ครั้งที่ 3, ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 3,  ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ บี ครั้งที่ 3</p>
<p>1ปี<br />
ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน โรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 1, ฉีดวัคซีนป้องกันไข้สมองฮิบ ครั้งที่  3*</p>
<p>1 ปี 1 เดือน<br />
ฉีดวัคซีน  ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 1</p>
<p>1 ปี 1 เดือนครึ่ง<br />
ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 2</p>
<p>1 ปี 2 เดือน<br />
ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคตับอักเสบ เอ ครั้งที่ 1*</p>
<p>1 ปี 3 เดือน<br />
ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคตับอักเสบ เอ ครั้งที่ 2*</p>
<p>1 ปี 4 เดือน<br />
ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคอีสุกอีใส*</p>
<p>1 ปี 6 เดือน<br />
หยอดวัคซีน ป้องกันโรคโปลิโอ ครั้งที่ 4*, ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก  ครั้งที่ 4</p>
<p>1 ปี 8 เดือน<br />
ฉีดวัคซีน ป้องกันตับอักเสบ เอ ครั้งที่ 3*</p>
<p>2 ปี 1 เดือน<br />
ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบครั้งที่ 3</p>
<p>4 ปี<br />
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด  หัดเยอรมัน คางทูม ครั้งที่ 2</p>
<p>5 ปี<br />
หยอดวัคซีนป้องกันโรค โปลิโอ ครั้งที่ 5 และฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 5</p>
<p>ก่อนและหลังฉีดวัคซีน<br />
ก่อนจะ พาลูกไปฉีดยา นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้ว่าลูกควรได้รับวัคซีนอะไร  จะพาไปหาหมอวันไหนแล้ว ต้องรู้ว่าลูกแพ้ยาอะไรหรือไม่  เมื่อรับวัคซีนแล้วอย่าลืมถามหมอว่าจะเกิดผลข้างเคียงอย่างไร  เพื่อเราจะได้ดูแลอย่างถูกต้อง หากไม่สามารถพาลูกไปฉีดวัคซีนตามนัด  ไม่ว่าจะพ้นวันนัดมานานแค่ไหนก็ต้องพาลูกไปรับวัคซีนให้ครบโดยไม่ต้องตั้ง ต้นใหม่ วัคซีนหลายชนิดอาจทำให้ลูกตัวร้อนเป็นไข้  ฉีดแล้วเกิดเป็นผื่นเป็นหนองก็อย่าเพิ่งตกใจ แต่ควรระมัดระวัง  และหาทางบรรเทาอาการอย่างถูกวิธี<br />
ในวันนัดถ้าลูกป่วยเป็นไข้หวัด  หรือตัวร้อนอยู่แล้ว ควรเลื่อนนัดไปก่อนจนกว่าลูกจะหายเป็นไข้  จึงค่อยพาไปรับวัคซีนในภายหลัง<br />
หลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน  บาดทะยัก, วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม  และวัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ ลูกอาจเป็นไข้ตัวร้อน  คุณแม่ควรให้ยาลดไข้แก่ลูกทันทีหากพ้น 6 ชั่วโมงไปแล้วไข้ยังไม่ลด  ก็ให้ยาลดไข้อีกครั้ง เด็กบางคนมีปฎิกิริยาต่อวัคซีนไอกรนมากกว่าปกติ  อาจเกิดอาการไข้สูง ชักหรือหยุดหายใจ ถ้าลูกมีอาการเหล่านี้  ควรงดเว้นวัคซีนไอกรนในครั้งต่อไป  โดยฉีดเพียงวัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยักเท่านั้น<br />
อาการที่พบบ่อย หลังฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค คือแผลที่ปลูกฝีไว้จะแตก ทำให้ฝีหายช้า  เมื่อมีตุ่มหนองเกิดขึ้น (ประมาณ 1 เดือนหลังฉีด)  คุณแม่ต้องพยายามอย่าให้ตุ่มหนองแตก เช่น  เวลาอาบน้ำให้ทำความสะอาดบริเวณที่ฉีดวัคซีนเบาๆ  อย่าเอาเข็มบ่งเพราะอาจจะทำให้เกิดเป็นแผลเรื้อรังในภายหลังได้<br />
วัคซีน อีสุกอีใส หลังฉีดภายใน 1 เดือน อาจมีผื่นเกิดขึ้นเหมือนผื่นสุกใส  แต่จะเป็นไม่มากและจะหายเองได้<br />
วัคซีนหัด หัดเยรมัน คางทูม  คนที่แพ้ยานีโอมัยซินห้ามใช้ เพราะมียาตัวนี้อยู่ในวัคซีน<br />
วัคซีน ไทฟอยด์ชนิดกินอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ปวดหัว  หรือมีผื่นได้ และไม่ควรให้พร้อมกับยาฆ่าเชื้อในลำไส้  เพราะเชื้อวัคซีนจะถูกทำลายได้ ควรจะให้กับเด็กที่กลืนยาแคปซูลได้เท่านั้น</p>
<p>วัคซีนที่มีเครื่องหมาย *  ไม่บังคับต้องฉีดทุกคน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/1953/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องต้องรู้ของคนมีลูกคนแรก</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/1624/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/1624/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Feb 2010 03:10:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกคนแรก]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องต้องรู้ของคนมีลูกคนแรก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=1624</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>อะไรที่ไม่เคยทำ ไม่เคยมี ไม่เคยเป็น เมื่อจะต้องเข้าไปพบกับสิ่งนั้นเป็น &#8216;ครั้งแรก&#8217; อาการตื่นเต้นย่อมเกิดขึ้น เหมือนกับการมีลูก &#8216;คนแรก&#8217; ก็เช่นเดียวกัน ที่คุณมักจะคาดหวัง วิตกกังวล ไปต่างๆ นานา เมื่อมีลูก ทุกคนที่กำลังจะเป็นแม่ หรือ พ่อ ย่อมคาดหวังให้ลูกที่กำลังจะเกิดมา ทั้งในเรื่องสุขภาพของลูก คอยลุ้นว่า เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หน้าตาลูกจะเหมือนใคร และอีกสารพันที่จะนึกกันไป จึงทำให้มีความเชื่อ หรือข้อปฎิบัติหลากหลาย เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การคลอดลูก การเลี้ยงดูลูก แต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันไป บางประเพณีก็ลบเลือนกันไปมากแล้ว ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ อย่างเราเมื่อได้ฟังแล้ว อาจจะต้องนึกแปลกใจว่า ทำกันแบบนี้ด้วยหรือ? ลูกคนแรก เพศ : ตามที่ได้สอบถามผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเรา ก็มักไม่ค่อยพบว่า เพศจะมีส่วนสำคัญในเรื่องลูกคนแรก สำหรับประเพณีคนไทยเท่าไหร่นัก ไม่เหมือนกับความนิยมเรื่องเพศลูกคนแรก ของชาวจีน และชาวอินเดียที่ยังเข้มข้นอยู่ แต่ความเข้มข้น อาจเปลี่ยนไปบ้างตามยุคสมัย เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า คนจีน มักอยากได้ลูกคนแรก เป็นผู้ชาย เพราะเชื่อในเรื่องการสืบวงศ์ตระกูล ถ้าย้อนไปดูตามประเพณีการแต่งงานเราจะเห็นว่า เป็นการแต่งงานแบบฝ่ายหญิงย้ายเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย เมื่อมีลูก ก็จะกลายเป็นลูกหลานของตระกูล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1624%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1624%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/r.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-1625" title="r" src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/r.jpg" alt="" width="404" height="450" /></a></p>
<p>อะไรที่ไม่เคยทำ ไม่เคยมี ไม่เคยเป็น เมื่อจะต้องเข้าไปพบกับสิ่งนั้นเป็น &#8216;ครั้งแรก&#8217; อาการตื่นเต้นย่อมเกิดขึ้น เหมือนกับการมีลูก &#8216;คนแรก&#8217; ก็เช่นเดียวกัน ที่คุณมักจะคาดหวัง วิตกกังวล ไปต่างๆ นานา</p>
<p>เมื่อมีลูก ทุกคนที่กำลังจะเป็นแม่ หรือ พ่อ ย่อมคาดหวังให้ลูกที่กำลังจะเกิดมา ทั้งในเรื่องสุขภาพของลูก คอยลุ้นว่า เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หน้าตาลูกจะเหมือนใคร และอีกสารพันที่จะนึกกันไป</p>
<p>จึงทำให้มีความเชื่อ หรือข้อปฎิบัติหลากหลาย เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การคลอดลูก การเลี้ยงดูลูก แต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันไป บางประเพณีก็ลบเลือนกันไปมากแล้ว ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ อย่างเราเมื่อได้ฟังแล้ว อาจจะต้องนึกแปลกใจว่า ทำกันแบบนี้ด้วยหรือ?</p>
<p>ลูกคนแรก<br />
เพศ : ตามที่ได้สอบถามผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเรา ก็มักไม่ค่อยพบว่า เพศจะมีส่วนสำคัญในเรื่องลูกคนแรก สำหรับประเพณีคนไทยเท่าไหร่นัก ไม่เหมือนกับความนิยมเรื่องเพศลูกคนแรก ของชาวจีน และชาวอินเดียที่ยังเข้มข้นอยู่ แต่ความเข้มข้น อาจเปลี่ยนไปบ้างตามยุคสมัย</p>
<p>เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า คนจีน มักอยากได้ลูกคนแรก เป็นผู้ชาย เพราะเชื่อในเรื่องการสืบวงศ์ตระกูล ถ้าย้อนไปดูตามประเพณีการแต่งงานเราจะเห็นว่า เป็นการแต่งงานแบบฝ่ายหญิงย้ายเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย เมื่อมีลูก ก็จะกลายเป็นลูกหลานของตระกูล ผิดกับผู้หญิงที่แต่งงานออกไปอยู่กับฝ่ายชาย ก็เท่ากับไปเป็นลูกหลานให้ตระกูลอื่นนั่นเอง</p>
<p>ส่วนของคนอินเดีย ผู้ชายก็ยังคงมีบทบาท สิทธิชัดเจนกว่าลูกผู้หญิงมากมายนัก และในปัจจุบันทั้งสองประเทศมีการควบคุมการมีลูกด้วยแล้วก็อาจจะทำให้การต้อง การลูกชาย มีเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>และยังมีความเชื่ออีกหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการได้ลูกคนแรกเป็นผู้ชายนอกเหนือจากการสืบตระกูล เช่น ทำให้พ่อแม่โชคดี เพราะผู้ชายมีโอกาสเป็นใหญ่เป็นโต หรือเจริญก้าวหน้าต่อไป</p>
<p>แต่คนไทยเรา หรือคนไทยเชื้อสายจีน จะยังมีความเชื่อว่า ลูกคนโตต้องเป็นผู้ชายอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าคงเป็นเพียงความรู้สึกที่เข้มข้นน้อยลงมากแล้ว ด้วยสภาพการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาเท่าๆ กัน ความสำคัญในเรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละคู่มากกว่า ว่าอยากได้ลูกเพศอะไร บางคนชอบความน่ารัก ขี้อ้อนเอาใจ ก็อยากจะได้ลูกสาว บางบ้านอาจจะรู้สึกว่า มีลูกผู้ชายเลี้ยงง่ายกว่า (แต่สมัยนี้ไม่แน่ซะแล้ว) หรือคนโตเป็นผู้ชายจะได้เข้มแข็งดูแลน้องๆ ต่อไปได้ ไม่ว่าจะเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ การเลี้ยงดู ปลูกฝังสิ่งที่ดีให้ลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าลูกคนโตจะเป็นเพศใด ถ้าลูกเป็นเด็กดี มีความคิด ความรับผิดชอบต่อตัวเอง และสังคมต่อไป นั่นควรจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่ภูมิใจมากกว่าเรื่องเพศ</p>
<p>ลำดับพี่น้อง : เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนิสัยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งข้อคิดเห็นต่างๆ จะออกมาดังนี้</p>
<p>คนโต &#8211; มีนิสัยเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ บางครั้งออกไปในแนวเผด็จการ ชอบสั่ง ชอบสอน</p>
<p>คนกลาง &#8211; เข้ากับคนง่าย มีความเป็นมิตรกับคนรอบข้าง แต่บางครั้งบางคนอาจจะดื้อเงียบ (คิดว่าพ่อแม่รักน้องคนเล็กมากกว่า)</p>
<p>คนเล็ก &#8211; เอาแต่ใจ ขี้เล่น อ้อนเก่ง เป็นคนอบอุ่น แต่บางครั้งอาจจะขาดความรับผิดชอบไปบ้าง (หลายคนชอบพูดว่า &#8220;ก็อย่างนี้แหละนิสัยลูกคนเล็ก&#8221;</p>
<p>ลูกคนเดียว &#8211; มีความมุ่งมั่น รู้จักรับผิดชอบ ชอบความยุติธรรม แต่ก็มีข้อเสียคือ ค่อนข้างดื้อ เอาแต่ใจตัวเองในบางครั้งบางคนได้ง่าย</p>
<p>นิสัยที่กล่าวมา ไม่ได้เป็นเครื่องการันตี หรือข้อสรุปเกี่ยวกับนิสัย ที่นำลำดับการเกิดมาตีความ เป็นเพียงการตีความโดยรวมมากกว่า ซึ่งถ้าชี้ให้ชัดลงไป ก็จะเห็นว่านิสัยต่างๆ เหล่านี้มาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ที่บางครั้งไปกระทบความรู้สึกของลูก โดยพ่อแม่ไม่รู้ตัว เช่น เวลาที่พี่น้องทะเลาะกันเพื่อแย่งของเล่น เราก็มักจะบอกว่าให้พี่เสียสละให้น้อง หรือเวลาซื้อของที่ใช้สืบต่อกันได้ เช่นเสื้อผ้า น้องก็มักจะได้ของที่พี่ๆ ใช้มาแล้วทั้งนั้น สำหรับลูกคนเดียวก็เช่นกัน ถึงจะไม่มีพี่น้องให้มาเปรียบเทียบหรือแบ่งของ บางครั้งอาจจะเกิดความรู้สึกเหงา หรืออบอุ่นเกินไปก็เป็นได้ทั้งนั้น</p>
<p>เพราะฉะนั้นไม่ว่าลูกจะลำดับ ที่เท่าไหร่ ย่อมขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ เทคนิคการเลี้ยงลูกของแต่ละครอบครัว รวมถึงนิสัยโดยพื้นฐานของตัวเด็กเองด้วยค่ะ</p>
<p>สายสะดือเด็กแรกเกิด<br />
ขอพูด ถึงเรื่องสายสะดือกันเสียหน่อย เพราะเห็นว่าน่าสนใจจากการอ่านตำราการเลี้ยงลูกในสมัยก่อน เห็นว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสายสะดือเด็กดังนี้</p>
<p>แบบไทย : เมื่อลูกอายุประมาณ 7-10 วัน สายสะดือก็จะหลุด สมัยก่อนมักโรยขมิ้นแล้วเก็บไว้ในภาชนะ<br />
- บ้างก็ว่าเมื่อมีลูกคนต่อไป ให้นำสายสะดือนี้มาต้ม ให้เด็กๆ ดื่มน้ำ พี่น้องจะได้รักกัน<br />
- เมื่อมีใครป่วยหนักกินยาอะไรก็ไม่หายสักที จะฝนสายสะดือแห้งที่เก็บเอาไว้ เป็นน้ำกระสาย กับยา หรือใช้สายสะดือแห้งฝนกับน้ำมะนาว ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย</p>
<p>เยอรมัน : พ่อของเด็กจะเก็บสายสะดือที่หลุดแล้วเอาไว้ ยิ่งรักษาได้นานเท่าไหร่ เด็กจะเจริญเติบโต แข็งแรง</p>
<p>อังกฤษ : ถือว่าสายสะดือนี้เป็นของขลัง ใครมีติดตัวจะเป็นสิ่งนำโชค เดินทางไปไหน ก็ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ</p>
<p>ในปัจจุบัน ความเชื่อหรือข้อปฎิบัติเหล่านี้คงเหลือน้อยเต็มที เรารู้แล้วว่าความสำคัญของสายสะดือคือ เป็นเสมือนเครื่องมือหล่อเลี้ยงชีวิตลูกน้อยระหว่างอยู่ในครรภ์ แต่เมื่อคลอดออกมาแล้วคุณหมอทำการตัดสายสะดือและผูกให้เรียบร้อย ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของคุณแม่ที่ต้องดูแลให้สะอาดที่สุด (ตามหลักการแพทย์ในปัจจุบัน) เพราะตราบใดที่สายสะดือยังไม่หลุดออกไป โอกาสที่ลูกน้อยจะติดเชื้อทางสายสะดือมีมาก</p>
<p>ถ้าใครมาบอกให้คุณแม่นำน้ำลาย ก่อนการล้างหน้า แปรงฟันมาหยอดใส่สะดือลูกที่จวนจะหลุด เพราะเชื่อว่า จะทำให้สายสะดือหลุดออกมา หรือให้ทาแป้งบริเวณสะดือ ให้ปิดสะดือไว้ด้วยผ้าไม่ให้น้ำเข้า ก็อย่าหลงเชื่อค่ะ เรื่องแบบนี้ต้องใช้วิจารณญาณให้มากๆ ทำตามหลักการที่ถูกต้องดีกว่าค่ะ</p>
<p>ส่วนจะเก็บหรือไม่นั้นก็แล้วแต่คุณแม่ แต่โดยส่วนมากมักจะเห็นเก็บกัน เพื่อสื่อความหมายด้านจิตใจกันมากกว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/1624/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>8 ข้อสงสัยเรื่องนมแม่</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/1621/8-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/1621/8-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Feb 2010 03:09:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[8 ข้อสงสัยเรื่องนมแม่]]></category>
		<category><![CDATA[นมแม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=1621</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>ยังมีคุณแม่หลายท่านมีความเข้า ใจผิดในเรื่องนมแม่ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ท้อได้ ถ้าการให้นมลูกในช่วงแรกๆ ไม่สำเร็จ  ครั้งนี้เรามาร่วมกันทำความเข้าใจในบางเรื่องของนมแม่กันดีกว่าค่ะ 1. เช็ดหัวนมบ่อยๆ ดีจริงหรือ หลาย คนอาจเคยได้ยินมาว่า ก่อนและหลังการให้นมลูกทุกครั้งควรใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดที่หัวนม ซึ่งในข้อนี้เป็นข้อควรปฎิบัติ แต่ก็มีข้อยกเว้น ถ้าคุณแม่อยู่ที่บ้านไม่ได้ออกไปไหน หรือไม่ได้ทำอะไรที่มีเหงื่อออกมาก ก็ไม่จำเป็นต้องเช็ดทุกครั้งที่ให้นมลูกก็ได้ เพราะการเช็ดทุกครั้งจะทำให้หัวนมแห้ง และแตกได้ ข้อนี้คุณแม่จึงควรเป็นผู้พิจารณาเองค่ะ ว่าช่วงไหนควรเช็ด ช่วงไหนไม่ต้องก็ได้ 2. ให้ลูกดูดกี่เต้าดี ใน แต่ละครั้งที่ให้ลูกดูดนม ควรให้ดูดเต้าใดเต้าหนึ่งจนหมดเต้า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเต้าไปมา (นอกจากลูกไม่อิ่มอยากดูดต่อ จึงเปลี่ยนเต้า) มื้อต่อไป จึงจะเปลี่ยนเป็นอีกเต้าหนึ่ง ฉะนั้นคุณแม่ต้องจำเอาไว้ว่าลูกดูดเต้าไหนในมื้อก่อนหน้านี้เพื่อให้หน้าอก มีขนาดเท่ากัน ไม่ใหญ่ข้างใดข้างหนึ่ง การที่ลูกดูดนมถึงท้ายเต้าจะทำให้ลูกได้รับไขมันในน้ำนมอย่างเต็มที่อีกด้วยค่ะ 3. เขี่ยแก้มลูกขณะดูดนม คุณ แม่มักเข้าใจผิด คิดว่าการเขี่ยแก้มลูกขณะดูดนม จะเป็นการกระตุ้นให้ลูกดูดนมได้ดีขึ้น หรือเป็นการปลุกลูกให้ตื่น ถ้าลูกหลับ จริงๆ แล้วควรเขี่ยริมฝีปากลูกก่อนที่ลูกจะดูดนม เพื่อกระตุ้นให้ลูกอ้าปากให้กว้างที่สุด จะได้งับหัวนมแม่ลึกจนถึงลานนม แล้วกลไกการดูดนมของลูกก็จะเริ่มขึ้นเอง เมื่อลูกอิ่มเขาจะคลายปากออกเอง การที่คุณแม่ไปเขี่ยแก้มลูกขณะ ที่ลูกงับหัวนมคุณแม่แล้วนั้นจะทำให้การดูดนมของลูกสะดุด เพราะเมื่อลูกงับหัวนมแม่แล้ว ลิ้นจะรองอยู่ใต้หัวนม ซึ่งดันไปชิดเพดานปาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1621%2F8-%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1621%2F8-%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p>ยังมีคุณแม่หลายท่านมีความเข้า ใจผิดในเรื่องนมแม่ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ท้อได้ ถ้าการให้นมลูกในช่วงแรกๆ ไม่สำเร็จ  ครั้งนี้เรามาร่วมกันทำความเข้าใจในบางเรื่องของนมแม่กันดีกว่าค่ะ</p>
<p>1. เช็ดหัวนมบ่อยๆ ดีจริงหรือ<br />
หลาย คนอาจเคยได้ยินมาว่า ก่อนและหลังการให้นมลูกทุกครั้งควรใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดที่หัวนม ซึ่งในข้อนี้เป็นข้อควรปฎิบัติ แต่ก็มีข้อยกเว้น ถ้าคุณแม่อยู่ที่บ้านไม่ได้ออกไปไหน หรือไม่ได้ทำอะไรที่มีเหงื่อออกมาก ก็ไม่จำเป็นต้องเช็ดทุกครั้งที่ให้นมลูกก็ได้ เพราะการเช็ดทุกครั้งจะทำให้หัวนมแห้ง และแตกได้ ข้อนี้คุณแม่จึงควรเป็นผู้พิจารณาเองค่ะ ว่าช่วงไหนควรเช็ด ช่วงไหนไม่ต้องก็ได้</p>
<p>2. ให้ลูกดูดกี่เต้าดี<br />
ใน แต่ละครั้งที่ให้ลูกดูดนม ควรให้ดูดเต้าใดเต้าหนึ่งจนหมดเต้า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเต้าไปมา (นอกจากลูกไม่อิ่มอยากดูดต่อ จึงเปลี่ยนเต้า) มื้อต่อไป จึงจะเปลี่ยนเป็นอีกเต้าหนึ่ง ฉะนั้นคุณแม่ต้องจำเอาไว้ว่าลูกดูดเต้าไหนในมื้อก่อนหน้านี้เพื่อให้หน้าอก มีขนาดเท่ากัน ไม่ใหญ่ข้างใดข้างหนึ่ง</p>
<p>การที่ลูกดูดนมถึงท้ายเต้าจะทำให้ลูกได้รับไขมันในน้ำนมอย่างเต็มที่อีกด้วยค่ะ</p>
<p>3. เขี่ยแก้มลูกขณะดูดนม<br />
คุณ แม่มักเข้าใจผิด คิดว่าการเขี่ยแก้มลูกขณะดูดนม จะเป็นการกระตุ้นให้ลูกดูดนมได้ดีขึ้น หรือเป็นการปลุกลูกให้ตื่น ถ้าลูกหลับ จริงๆ แล้วควรเขี่ยริมฝีปากลูกก่อนที่ลูกจะดูดนม เพื่อกระตุ้นให้ลูกอ้าปากให้กว้างที่สุด จะได้งับหัวนมแม่ลึกจนถึงลานนม แล้วกลไกการดูดนมของลูกก็จะเริ่มขึ้นเอง เมื่อลูกอิ่มเขาจะคลายปากออกเอง</p>
<p>การที่คุณแม่ไปเขี่ยแก้มลูกขณะ ที่ลูกงับหัวนมคุณแม่แล้วนั้นจะทำให้การดูดนมของลูกสะดุด เพราะเมื่อลูกงับหัวนมแม่แล้ว ลิ้นจะรองอยู่ใต้หัวนม ซึ่งดันไปชิดเพดานปาก เหงือกงับที่กระเปาะนม ภายในปากลูกจึงเป็นเสมือนสูญญากาศ แต่ถ้าลูกต้องอ้าปาก ก็ต้องเริ่มกระบวนการดูดใหม่</p>
<p>4.กินนมแม่ แล้วลูกตัวเหลือง<br />
หลาย คนประสบกับปัญหาลูกตัวเหลือง โดยหาสาเหตุไม่ได้ อาการต่างๆ ของลูกจะปกติดีทุกอย่างยกเว้นอาการตัวเหลืองของลูก ทำให้คุณแม่หลายท่านมีความกังวล คุณหมออาจจะแนะนำให้หยุดนมแม่ 2 วัน อาการตัวเหลืองของลูกจะดีขึ้น ถ้าสาเหตุจากตัวเหลืองเป็นเพราะนมแม่จริง ในต่างประเทศจะแนะนำให้คุณแม่ให้ลูกดูดนมต่อได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณแม่ไม่สบายใจก็ให้นมผสม 2 วันก่อนก็ได้ค่ะ แต่ต้องให้ลูกกลับมาดูดนมแม่ต่อนะคะ เมื่อเห็นว่าอาการเหลืองของลูกดีขึ้น</p>
<p>5. น้ำนมไม่ไหล &#8211; น้อย ลูกไม่อิ่ม<br />
คุณ แม่คลอดลูกทุกคนสามารถให้นมลูกได้ และมีน้ำนมมากพอที่จะเลี้ยงลูกได้ ถึงแม้จะมีลูกแฝดก็ตาม ถ้าคุณแม่รู้สึกว่าตนเองน้ำนมน้อย ต้องย้อนกลับมาดูว่า คุณแม่ให้ลูกดูดนมบ่อย ดูดสม่ำเสมอหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ก็ต้องให้ลูกดูดนมแม่ด้วยเช่นกัน เพราะฮอร์โมนที่สร้างน้ำนมจะมีมากในช่วงกลางคืน บำรุงสุขภาพตนเองโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อช่วยกระตุ้นน้ำนม ถ้ารู้สึกเต้านมตึงคัด แต่ลูกยังไม่ดูด ก็ต้องบีบออก ไม่เครียด รับรองน้ำนมคุณแม่มาอย่างมากมายเองค่ะ</p>
<p>อีกข้อที่คุณแม่มักตั้งคำถาม ขึ้นมา เรื่องน้ำนมน้อยเป็นกรรมพันธุ์หรือไม่ ต้องบอกว่าไม่ใช่ค่ะ ขึ้นอยู่กับการเตรียมตัว เตรียมใจ ของคุณแม่มากกว่า</p>
<p>6. ต้องบีบน้ำนมทิ้งก่อนให้นมลูก<br />
ใน กรณีที่เต้านมคุณแม่คัดตึงมาก ส่งผลให้ลานนมแข็ง ถ้าให้ลูกดูดทันทีอาจทำให้ลูกงับไปถึงลานหัวนม คุณแม่ต้องบีบน้ำนมทิ้งออกเล็กน้อยเพื่อให้ลานหัวนมนิ่มลงนั่นเอง แต่ไม่ใช่เป็นการล้างท่อน้ำนมอย่างที่ใครหลายๆ คนเข้าใจผิด</p>
<p>7. ห้ามดื่มน้ำเย็นขณะให้นมแม่<br />
จริงๆ แล้วคงไม่ถึงกับห้าม แต่การดื่มน้ำอุ่นช่วยให้น้ำนมคุณแม่ไหลดี แต่ถ้าคุณแม่ร้อนจนทนไม่ไหวจริงๆ การจิบน้ำเย็นเป็นครั้งคราว พอให้ชุ่มคอก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่ก็อยากแนะนำให้คุณแม่ดื่มน้ำอุ่นดีที่สุดค่ะ</p>
<p>8. ให้นมลูกแล้วต่อไป เต้านมจะยานเสียทรง<br />
ขอบอก ว่า เรื่องนี้เป็นธรรมชาติค่ะ ถ้าคุณแม่ท่านไหนมีเต้านมใหญ่เป็นทุนเดิม ขณะที่ให้นมลูก เต้านมจะใหญ่ขึ้นอีก แต่เมื่อลูกหย่านมแล้วเต้านมจะมีขนาดเท่าเดิม ในระยะเวลาที่ยังให้นมลูกอยู่นั้น ไม่ว่าเต้านมจะเล็กหรือใหญ่คุณแม่ควรใส่บราเพื่อพยุงน้ำหนักของเต้านมเอาไว้ ก็ช่วยให้เต้านมคุณแม่อยู่ทรงเช่นเดิม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/1621/8-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตารางพฤติกรรมพัฒนาการปกติ แรกเกิด &#8211; 6 ปี</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/1521/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/1521/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Feb 2010 13:39:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ตารางพฤติกรรมพัฒนาการปกติ แรกเกิด - 6 ปี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=1521</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>อายุ การทรงตัวและการเคลื่อนไหวร่างกาย การใช้ตาและมือ การสื่อความหมายและภาษา สังคม แรกเกิด งอแขนขาและเคลื่อนไหวเท่ากัน 2 ข้าง ในท่านอนคว่ำ มองเหม่อ เห็นชัดเฉพาะระยะห่าง 8-9 นิ้ว ร้องไห้ หยุดฟังเสียง มอง มองหน้าช่วงสั้น เลียนแบบ อ้าปากแลบลิ้นได้ 1 เดือน เริ่มชันคอ ผงกศีรษะ หันหน้าซ้ายขวา ขาเริ่มเหยียดในท่าคว่ำ กำมือแน่น จ้องมองสิ่งต่างๆ มองตามไม่เกินเส้นกึ่งกลางของตัว ทำเสียงในคอ มองจ้องหน้า 2 เดือน ท่าคว่ำ ชันคอได้ 45 องศา ท่านั่ง ยกศีรษะ เงยหน้าขึ้น มือกำหลวมๆ มองตามข้ามเส้นกึ่งกลางของตัว ฟังเสียงคุยด้วยแล้วหันหาเสียง สบตา ยิ้มตอบ แสดงความสนใจ 4 เดือน ท่าคว่ำ ยกศีรษะขึ้นสูง ชันคอได้ 90 องศา โดยใช้แขนยัน ยกตัวชูชึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1521%2F%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2592%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259b%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1521%2F%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2592%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259b%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/babydevelopment2_1.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-1522" title="babydevelopment2_1" src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/babydevelopment2_1-300x187.jpg" alt="" width="300" height="187" /></a></p>
<table border="0" cellpadding="5" width="98%">
<tbody>
<tr>
<td width="10%" bgcolor="#434343">
<div><strong><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #fcfcfc; font-size: x-small;">อายุ</span></strong></div>
</td>
<td bgcolor="#434343">
<div><strong><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #fcfcfc; font-size: x-small;">การทรงตัวและการเคลื่อนไหวร่างกาย</span></strong></div>
</td>
<td bgcolor="#434343">
<div><strong><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #fcfcfc; font-size: x-small;">การใช้ตาและมือ</span></strong></div>
</td>
<td bgcolor="#434343">
<div><strong><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #fcfcfc; font-size: x-small;">การสื่อความหมายและภาษา</span></strong></div>
</td>
<td bgcolor="#434343">
<div><strong><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #fcfcfc; font-size: x-small;">สังคม</span></strong></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#f0f0f0">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">แรกเกิด</span></div>
</td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">งอแขนขาและเคลื่อนไหวเท่ากัน 2 ข้าง ในท่านอนคว่ำ</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">มองเหม่อ เห็นชัดเฉพาะระยะห่าง 8-9 นิ้ว</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ร้องไห้ หยุดฟังเสียง มอง</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">มองหน้าช่วงสั้น เลียนแบบ อ้าปากแลบลิ้นได้</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#dedede">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">1 เดือน</span></div>
</td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เริ่มชันคอ ผงกศีรษะ หันหน้าซ้ายขวา ขาเริ่มเหยียดในท่าคว่ำ</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">กำมือแน่น จ้องมองสิ่งต่างๆ มองตามไม่เกินเส้นกึ่งกลางของตัว</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ทำเสียงในคอ</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">มองจ้องหน้า</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#f0f0f0">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">2 เดือน</span></div>
</td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ท่าคว่ำ ชันคอได้ 45 องศา<br />
ท่านั่ง ยกศีรษะ เงยหน้าขึ้น</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">มือกำหลวมๆ มองตามข้ามเส้นกึ่งกลางของตัว</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ฟังเสียงคุยด้วยแล้วหันหาเสียง</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">สบตา ยิ้มตอบ แสดงความสนใจ</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#dedede">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">4 เดือน</span></div>
</td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ท่าคว่ำ ยกศีรษะขึ้นสูง ชันคอได้ 90 องศา โดยใช้แขนยัน ยกตัวชูชึ้น<br />
ท่านั่ง ยกศีรษะตั้งตรงได้</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">มองตาม 180 องศา มือ 2 ข้างมาจับกันตรงกลาง ไข่วคว้าของใกล้ตัว ใช้สองตาประสานกันได้ดี</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบ หัวเราะ ส่งเสียงแหลมรัวเวลาดีใจสนุก</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ยิ้มตอบและยิ้มทัก ทำท่าทางดีใจเวลาเห็นอาหาร หรือคนเลี้ยงดู</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#f0f0f0">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">6 เดือน</span></div>
</td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">คว่ำ และหงายได้เอง ท่าคว่ำใช้ข้อมือยันได้ ตึงจากท่านอนหงานมาท่านั่ง ศีรษะไม่ตกไปข้างหลัง นั่งเองได้ชั่วครู่ ถ้าจับยืนเริ่มลงน้ำหนักที่เท้าทั้ง 2 ได้</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">คว้าของด้วยฝ่ามือ หยิบของมือเดียว และเปลี่ยนมือได้ มองเห็นทั้งไกลและใกล้</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">หันหาเสียงเรียก เล่นน้ำลาย ส่งเสียงหลายเสียง</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">รู้จักแปลกหน้า กินอาหารกึ่งเหลง (semlsolld) ที่ป้อนด้วยช้อนได้</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#dedede">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">9 เดือน</span></div>
</td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">นั่งได้มั่นคง คลาน เกาะยืน</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ใช้นิ้วหยิบของได้ เริ่มหยิบของเล็ก โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ได้ เปิดหาของที่ซ่อนไว้ได้ มองตามของที่ตกจากมือ</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ฟังรู้ภาษาและเข้าใจสีหน้าท่าทางได้ เปล่งเสียงเลียนเสียงพยัญชนะ แต่ไม่มีความหมาย</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เล่นจ๊ะเอ๋ได้ ตามไปเก็บของที่ตก หรือร้องตามแม่เมื่อแม่จะออกไปจากห้อง หยิบอาหารกินได้</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#f0f0f0">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">12 เดือน</span></div>
</td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เกาะเดิน ยืนเองได้ชั่วครู่ อาจกางแขนขา เพื่อทรงตัว</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ หยิบของเล็กๆ ได้ถนัด หยิบของใส่ถ้วยหรือกล่อง</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เรียกพ่อ แม่ หรือคำพูดโดด ที่มีความหมาย 1 คำ ทำท่าทางตามคำบอกที่มีท่าทางประกอบได้</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ตบมือ เลียนท่าทางโบกมือ สาธุ ร่วมมือเวลาแต่งตัว และชอบสำรวจ</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#dedede">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">15 เดือน</span></div>
</td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เกาะเดินเองได้</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">วางของซ้อนกัน 2 ชิ้น</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">พูดเป็นคำโดดที่มีความหมาย ชี้ส่วนต่างๆ บนใบหน้าได้ตามคำบอก</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ใช้ช้อนตักแต่ยังหกอยู่บ้าง กลิ้งลูกบอลรับ-ส่ง กับผู้ใหญ่</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#f0f0f0">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">18 เดือน</span></div>
</td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เดินคล่อง วิ่ง ยืน ก้มลงเก็บของแล้ว ลุกขึ้นได้โดยไม่ล้ม จูงมือเดียวขึ้นบันได</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">วางของซ้อนได้ 3 ชิ้น ขีดเขียนเป็นเส้นยุ่งๆ</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ชี้รูปภาพตามคำบอกได้ พูดเป็นคำโดดได้หลายคำ ทำตามคำบอกที่ไม่มีท่าทางประกอบได้</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ถือด้วยน้ำดื่มเอง</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#dedede">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">2 ปี</span></div>
</td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เดินขึ้นบันได เตะลูกบอลได้ กระโดด 2 เท้า</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ต่อรถไฟ ขีดเส้นตรง และโค้งเป็นวงๆ ได้ ตั้งซ้อนได้ 6 ชิ้น เปิดหนังสือทีละหน้า</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">พูด 2-3 คำต่อกันได้อย่างมีความหมาย บอกชื่อของที่คุ้นเคยได้ บอกชื่อตัวเองได้</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เลียนแบบผู้ใหญ่ ใช้ช้อนตักอาหารกินเองได้ บอกได้เวลาจะถ่ายอุจจาระ</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#f0f0f0">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">3 ปี</span></div>
</td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ขึ้นบันไดสลับเท้า ขี่สามล้อ</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">วาดวงกลมได้ ต่อชิ้นไม้ 3 ชิ้นเป็นสะพาน</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เล่าเรื่องที่ตนประสบมาให้ผู้อื่นฟัง เข้าใจประมาณร้อยละ 50</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ถอดรองเท้าและใส่เสื้อได้ รู้เพศตนเอง แบ่งของให้คนอื่นได้บ้าง เล่นกับคนอื่น ควบคุมการถ่ายอุจจาระได้</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#dedede">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">4 ปี</span></div>
</td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เกาะเดิน ยืนเองได้ชั่วครู่ อาจกางแขนขาเพื่อทรงตัว</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">วาดสี่เหลี่ยมได้ วาดคนได้ 3 ส่วน ต่อชิ้นไม้ 5 ขิ้นได้</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ร้องเพลง พูดเป็นประโยค ถามคำถาม เล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟังเข้าใจได้ทั้งหมด รู้จัก 4 สี</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เล่นรวมกับคนอื่นได้ ควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้เวลากลางวัน กลัดกระดุมเอง</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#f0f0f0">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">5 ปี</span></div>
</td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">กระโดดสลับเท้าได้ กระโดดข้าม สิ่งกีดขวางเตี้ยๆ ได้ เดินต่อเท้าเป็นเส้นตรงได้โดยไม่ล้ม</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">จับดินสอได้ถูกต้อง วาดสามเหลี่ยมได้ตามแบบ วาดคนได้ 6 ส่วน ต่อบันได 6 ชิ้น</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">พูดฟังเข้าใจได้ ถามเกี่ยวกับความหมาย และเหตุผล จำตัวอักษรได้ นับสิ่งของได้ 5 ชิ้น นับเลขได้ถึง 20</span></td>
<td bgcolor="#f0f0f0"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เล่นอย่างมีกติกา แต่งตัวเองเล่น สมมติโดยใช้จินตนาการ ไม่ปัสสาวะรดที่นอนเวลากลางคืน</span></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#dedede">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">6 ปี</span></div>
</td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เดินบนส้นเท้า เดินต่อเท้าถอยหลังได้ ใช้ 2 มือรับลูกบอลที่โยนมา ยืนกระโดดไกลประมาณ 120 ซม.</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">วาดรูปสี่เหลี่ยมชนมเปียกปูนได้ และสี่เหลี่ยมที่มี้ส้นทะแยงมุม เขียนตัวอักษรง่ายๆ ได้</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">รู้ซ้ายขวา นับได้ถึง 30 อธิบายความหมายของคำได้ บอกความแตกต่างของ 2 สิ่งได้ เข้าใจเกี่ยวกับขนาด น้ำหนัก รูปร่าง ระยะ</span></td>
<td bgcolor="#dedede"><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ช่วยงานบ้านได้ เล่นอย่างมีกติกา ผูกเชือกรองเท้าได้</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/1521/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดูแลลูกยามป่วย</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/1518/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/1518/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Feb 2010 13:38:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลรักษาโรคท้องเดิน]]></category>
		<category><![CDATA[การป้องกันโรคท้องเดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลลูกป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลลูกยามป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกเป็นหวัดบ่อยๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกเป็นหวัดเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุของอาการท้องผูก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กกินนมผสม]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กทารกถึงก่อนวัยเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กทารกที่กินนมแม่]]></category>
		<category><![CDATA[เมื่อลูกท้องผูก]]></category>
		<category><![CDATA[เมื่อลูกเป็นหวัด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคท้องเดินคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[โรคท้องเดินเรื้อรัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=1518</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>เมื่อลูกเป็นหวัด เด็ก ที่เป็นหวัดจะมีอาการมีไข้น้ำมูกน้ำตาไหล ไอ จาม เมื่อท่านพาไปโรงพยาบาลก็จะพบว่า มีเด็กที่มีอาการเหมือนลูกท่านมากมาย บางคนอ่อนเพลียมาก งอแง เบื่ออาหาร เจ็บคอ บางรายรุนแรงมากขึ้นจนมีโรคแทรกซ้อน คือโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ในระยะเริ่มแรกเมื่อลูกเริ่มมีอาการจาม ไอ มีไข้ ตัวร้อน ก็ใช้ยารักษาตามอาการ มีไข้ใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล ชนิดน้ำเชื่อมให้ขนาด (ดูจากฉลากยา) ตามอายุทุก 6-8 ชั่วโมง ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะไม่ทราบว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้เป็นไข้เลือดออกหรือไม่ หากถ้าเป็นไข้เลือดออกการให้แอสไพรินจะทำให้เกิดอาการเลือดออกเร็วขึ้นและ รุนแรง ทำให้มีโอกาสเสียชีวิต ใช้ยารักษาอาการจามและน้ำมูกไหล คือยาประเภทแอนตี้ฮีสตามีน ที่มีในท้องตลาดมากมาย หรือปรึกษาคุณหมอที่รักษาประจำและขอเก็บไว้สัก 1 ขวดเผื่อฉุกเฉิน จะได้ใช้เมื่อยังไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ ขนาดตามที่คุณหมอสั่งค่ะ ยาแก้ไอ ก็ควรปฏิบัติตามคุณหมอสั่งเช่นกัน พร้อมทั้งให้งดอาบ น้ำ เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ดื่มน้ำอุ่นให้พอ ถ้ายังมีไข้สูงหลังจากให้ยา 24 ชั่วโมง แล้วคุณต้องพาลูกไปให้คุณหมอตรวจ อาจจะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่นปวดหู-หูชั้นกลางอักเสบ หรืออาจเกิดหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1518%2F%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1518%2F%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/babysickness1.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-1519" title="babysickness1" src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/babysickness1-300x213.jpg" alt="" width="300" height="213" /></a></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>เมื่อลูกเป็นหวัด</strong> </span><br />
<span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เด็ก ที่เป็นหวัดจะมีอาการมีไข้น้ำมูกน้ำตาไหล ไอ จาม เมื่อท่านพาไปโรงพยาบาลก็จะพบว่า มีเด็กที่มีอาการเหมือนลูกท่านมากมาย บางคนอ่อนเพลียมาก งอแง เบื่ออาหาร เจ็บคอ บางรายรุนแรงมากขึ้นจนมีโรคแทรกซ้อน คือโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ในระยะเริ่มแรกเมื่อลูกเริ่มมีอาการจาม ไอ มีไข้ ตัวร้อน ก็ใช้ยารักษาตามอาการ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">มีไข้ใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล ชนิดน้ำเชื่อมให้ขนาด (ดูจากฉลากยา) ตามอายุทุก 6-8 ชั่วโมง ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะไม่ทราบว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้เป็นไข้เลือดออกหรือไม่ หากถ้าเป็นไข้เลือดออกการให้แอสไพรินจะทำให้เกิดอาการเลือดออกเร็วขึ้นและ รุนแรง ทำให้มีโอกาสเสียชีวิต ใช้ยารักษาอาการจามและน้ำมูกไหล คือยาประเภทแอนตี้ฮีสตามีน ที่มีในท้องตลาดมากมาย หรือปรึกษาคุณหมอที่รักษาประจำและขอเก็บไว้สัก 1 ขวดเผื่อฉุกเฉิน จะได้ใช้เมื่อยังไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้ ขนาดตามที่คุณหมอสั่งค่ะ ยาแก้ไอ ก็ควรปฏิบัติตามคุณหมอสั่งเช่นกัน </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">พร้อมทั้งให้งดอาบ น้ำ เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ดื่มน้ำอุ่นให้พอ ถ้ายังมีไข้สูงหลังจากให้ยา 24 ชั่วโมง แล้วคุณต้องพาลูกไปให้คุณหมอตรวจ อาจจะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่นปวดหู-หูชั้นกลางอักเสบ หรืออาจเกิดหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวมได้ ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องค่ะ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- ถ้าลูกเป็นหวัดบ่อยๆ จะทำอย่างไรดี<br />
</strong>เรา สังเกตว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่ติดหวัดจากเพื่อนๆ โดยเฉพาะตอนโรงเรียนเปิด ให้พิจารณาดูถ้าเด็กเป็นหวัดตามปกติภายใน 1 ปี ไม่ควรเกิน 6-7ครั้ง แต่ถ้าเป็นทุกสัปดาห์ แสดงว่าหวัดนั้นมีปัญหาอื่นๆ ซ่อนอยู่ เช่น สุขภาพไม่แข็งแรง นอนน้อย หรือพักผ่อนน้อย คุณแม่คุณพ่อบางคนถึงกับย้ายโรงเรียนคิดว่าโรงเรียนแห่งมีเด็กเป็นหวัดกัน บ่อยๆ เป็นสาเหตุให้ลูกติดหวัดจากเพื่อนๆ เมื่อย้ายลูกไปอยู่โรงเรียนใหม่ก็เป็นหวัดบ่อยเหมือนเดิม จึงควรพิจารณาก่อนว่าควรแก้เหตุตรงไหน อาจจะต้องปรึกษาคุณหมอที่ดูแลลูก<br />
สิ่ง ที่ควรทำคือ ให้อาหารลูกให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้พอเพียงให้ออกกำลังกายให้พอ พร้อมกันทั้งพ่อแม่ลูก เหล่านี้จะเป็นการสร้างเสริมภูมิต้านทานของโรคของลูกให้ดีขึ้น </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- ถ้าลูกเป็นหวัดเรื้อรัง<br />
</strong>ถ้า ลูกมีอาการของหวัด น้ำมูกไหล จามติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เกินกว่า 3-4 สัปดาห์ อาการนี้คือหวัดเรื้อรัง ซึ่งสาเหตุสำคัญที่พบบ่อยที่สุดคือโรคภูมิแพ้ จะพบอาการร่วมกับหวัดแล้ว ยังมีอาการคันจมูก ขยี้จมูก คันตา ตาแดง มีน้ำตาไหลร่วมด้วยหรือบางครั้งอาจเกิดจากเด็ก นำสิ่งของใส่เข้ารูจมูกเล่น เช่น ยางลบ ลูกปัด หรือกระดาษทิชชูที่ใช้เช็ดหน้า จะพบอาการสำคัญ คือเป็นอยู่ข้างเดียว มีน้ำมูกไหลจากรูจมูกข้างเดียวและอาจมีกลิ่นเหม็นด้วย การหยอดยาลดน้ำมูก บางชนิดนานเกินไป (มากกว่า 3-4 วัน) ทำให้คันจมูกมากขึ้นซึ่งเป็นปฏิกิริยาของจมูกกลายเป็นหวัดเรื้อรังได้ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- การนอนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศหรือนอนเป่าพัดลม แตกต่างกันอย่างไรสำหรับหวัด<br />
</strong>เด็ก ที่เป็นหวัดสามารถนอนในห้องปรับอากาศได้โดยควบคุมอุณหภูมิอย่าให้เย็นจัด แต่ถ้านอนกันหลายคนควรให้อุณหภูมิปานกลาง ถ้าเด็กเป็นหวัดควรให้ใส่เสื้อผ้าให้พอเพียง อย่านอนตรงบริเวณลมเย็นเป่ามาถึงตัวโดยตรง อาการไอที่เกิดเวลานอนส่วนใหญ่เกิดจากอากาศเย็นมากเกินไป หรือมีฝุ่นจากเครื่องปรับอากาศพ่นใส่ตัวเด็ก วิธีแก้ไขโดยล้างเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ เพื่อลดจำนวนฝุ่นในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอน การเปลี่ยนจากห้องที่เย็นสบายมานอนห้องธรรมดาแล้วเป่าพัดลมไม่ใช่วิธีแก้ไข ที่ถูกต้อง </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ที่นอน หมอน ไม่ควรใช้นุ่นยัดในที่นอนและหมอน ควรใช้วัสดุที่ทำจากใยสังเคราะห์ชนิดที่ตัวไร (House Dust Mite) ไม่ขึ้น รวมถึงผ้าห่มนอนด้วยควรซักเครื่องนอนบ่อยๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับผ้าปูที่นอน ส่วนปลอกหมอนควรเปลี่ยนทุก 1-2 วัน พื้นห้องเช็ดด้วยผาชุบน้ำให้สะอาดก่อนนอนครึ่งชั่วโมงทุกวัน<br />
การใช้ พัดลมเป่าเวลานอนจะทำให้เป่าฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วกระตุ้นให้เด็กไอ แต่ถ้าเช็ดพื้นก่อนนอนก็จะลดจำนวนฝุ่นลงและอย่าเป่าพัดลมบริเวณศีรษะเด็ก ควรเป่าบริเวณปลายเท้าหรือทางอื่นที่ไม่โดนเด็ก </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++</p>
<p>เมื่อลูกท้องผูก<br />
อาการท้องผูก </strong></span><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">อาการท้องผูก คือเด็กไม่สามารถถ่ายอุจจาระตามปกติได้ เช่น อุจจาระแข็ง อุจจาระแห้ง อุจจาระก้อนใหญ่มากถ่ายลำบาก<br />
ตามปกติเด็กแรกเกิดมักจะถ่ายอุจจาระหลังกินนมเกือบทุกครั้ง เด็กโตหรือเด็กที่ไปโรงเรียน อาจจะถ่ายอุจจาระวันเว้นวันก็ได้ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- สาเหตุของอาการท้องผูก</strong><br />
- กินอาหารที่มีกากใย (Fiber) น้อยและดื่มน้ำน้อย<br />
- ตื่นเต้นหรือกระทบกระเทือนทางอารมณ์<br />
- ไม่ได้เตรียมฝึกให้เด็กหัดถ่ายอุจจาระอย่างถูกต้อง ถ่ายแต่ละครั้งไม่สุดหรือไม่หมด<br />
- โรคทางระบบประสาท เช่น โรคลำไส้ใหญ่พองเพราะขาดประสาทควบคุม<br />
- มีการตีบของรูทวารหนัก</p>
<p>การ ดูแลเด็กท้องผูกในระยะแรก คือพยายามหาเหตุดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จัดการฝึกหัดให้ถ่ายอุจจาระให้ถูกต้อง ให้อาหารที่มีกากใยเพิ่มและเพิ่มน้ำดื่ม </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- สำหรับเด็กทารกที่กินนมแม่<br />
</strong>ส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้ไม่ค่อยท้องผูกถ้าท้องผูกต้องพาไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่จะมีโรค เช่น ลำไส้ใหญ่พอง เป็นต้น </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- ถ้าเด็กกินนมผสม<br />
</strong>ควร ดูว่าเมื่อเพิ่มนมผงแล้วทำให้ท้องผูกหรือไม่ โดยให้แต่นมแม่อย่างเดียวจะทำให้ถ่ายเป็นปกติได้ ถ้าเพิ่มนมผงแล้วทำให้ท้องผูกต้องให้กินน้ำ 30 ซีซี. (1 ออนซ์) ตามหลังนมผสมทันที และเพิ่มปริมาณน้ำ ให้เพิ่มขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- เด็กทารกถึงก่อนวัยเรียน<br />
</strong>อาการท้องผูกเกิดจากการทำงานของลำไส้ไม่ปกติขาดน้ำและปัญหาการฝึกหัดขับถ่ายอุจจาระ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">แก้ไขโดยการเพิ่ม น้ำดื่มเป็น 8-10 ออนซ์ต่อวัน เพิ่มอาหารผักที่มีกากใย เช่น ใบตำลึง ผักกาดขาว ผลไม้และฝึกการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา เวลาเริ่มฝึกประมาณอายุ 1 ปีขึ้นไป ค่อยๆ ฝึกอย่าเร่งรีบ ข่มขู่เด็กเพราะเขาจะต่อต้าน ควรหัดให้เด็กนั่งกระโถน หาที่ขนาดเหมาะที่ให้เขานั่งแล้วใช้เท้ายันพื้น เพื่อช่วยในการเบ่งถ่ายอุจจาระ<br />
แต่ถ้าเด็กยังถ่ายอุจจาระแข็ง เบ่งนาน ไม่ค่อยยอมถ่าย ควรเพิ่มน้ำดื่ม น้ำผลไม้ เช่น น้ำลูกพรุน แต่ถ้ายังมีปัญหาอยู่คงต้องปรึกษาแพทย์ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ข้อสำคัญควรให้ เด็กหัดถ่ายให้เป็นเวลา จัดให้มีการฝึกหัดถ่ายโดยสมัครใจและเพลิดเพลิน จัดเกมฝึกการถ่ายอุจจาระ ไม่บังคับ ดุว่า หรือลงโทษเด็ก แต่ถ้าท้องผูกเป็นประจำท้องมีขนาดใหญ่โต เนื่องจากลำไส้ขยายตัวคงต้องปรึกษาแพทย์ค่ะ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">สาเหตุที่พบบ่อย จากการทำงานของลำไส้ผิดปกติ ความเครียด ไม่ได้ฝึกหัดการถ่ายอุจจาระให้เป็นนิสัย ปัญหาทางครอบครัว บิดามารดาตีกัน เศรษฐกิจของครอบครัวย่ำแย่ ความทุกข์ยากของบิดามารดา ฯลฯ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ดูแลแก้ไขโดยควร สังเกตเมื่อเริ่มมีอาการท้องผูก ความแข็งของอุจจาระ เวลาระหว่างการถ่ายอุจจาระแต่ละครั้ง การปวดอุจจาระหลังจากถ่ายอุจจาระมีเลือดติด ปวดท้องบ่อยๆ หรือต้องพึ่งยาระบายเป็นประจำ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">การใช้ยาระบายแก้ ท้องผูกจะทำให้เสียวิตามินที่ละลายในน้ำมันไปด้วยคือ วิตามินเอ ดี อี เค ซึ่งละลายในไขมันที่ใช้น้ำมันเป็นยาระบายแก้ท้องผูกค่ะ</p>
<p>การใช้เซน นาหรือใบมะขามแขกขององค์การเภสัชกรรมตามขนาดที่เขียนไว้ในฉลากยา ให้เวลาก่อนนอนในระยะ 2-3 สัปดาห์ เพื่อจัดระบบการขับถ่ายต่อไปเมื่อถ่ายได้ตามเวลาแล้วก็ค่อยๆ ลดยาลง เพื่อเด็กจะได้ถ่ายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาค่ะ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ในเด็กบางคนเนื่อง จากท้องผูกเมื่อถ่ายอุจจาระแล้วจะมีแผลที่ก้นทำให้เจ็บ ควรใช้น้ำอุ่นผสมด่างทับทิมสีชมพูอ่อนๆ ให้นั่งแช่ 10 นาที หลังจากถ่ายอุจจาะเพื่อลูกจะได้ไม่เจ็บก้น </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++</p>
<p>โรคท้องเดิน ท้องเสีย หรืออุจจาระร่วง </strong></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เป็นโรคเดียวกัน เป็นโรคที่เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ในเด็ก <strong>อาการโรคนี้คือ</strong> มีอุจจาระเหลวมีน้ำมากกว่าปกติ บางคนอาเจียนร่วมด้วยทำให้เสียน้ำ และเกลือแร่จากร่างกาย อาการของเด็กจะอ่อนเพลีย ปากแห้ง หิวน้ำ กระหม่อมบุ๋ม ถ่ายปัสสาวะน้อยลง ถ้าขาดน้ำมากขึ้นอาจเกิดอาการเป็นลม ช็อกไม่รู้สึกตัวถึงเสียชีวิตได้ เรียกว่าเสียชีวิตเพราะขาดน้ำ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ถ้าอาการท้องเสีย ยังดำเนินต่อไปทำให้เกิดอันตรายจากภาวะขาดอาหารเด็กเหล่านี้จะเบื่ออาหาร อาเจียน อาหารไม่ย่อยและดูดซึมไม่ได้ เด็กบางคนถูกสั่งให้งดอาหารมากขึ้นอีก เด็กที่ขาดอาหารเช่นนี้ มีความต้านทานต่ำกว่าปกติมาก จึงทำให้เกิดการติดเชื้อทางลำไส้ ทางเดินหายใจ และทางผิวหนังทำให้เสียชีวิตได้ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เด็กท้องเดิน 1 หมื่นคนอาจเสียชีวิตถึง 2 คน ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ต้น และการให้อาหารที่เหมาะสมหลังจากอาการดีขึ้นก็จะรักษาให้เด็กกลับมามีสุขภาพ แข็งแรงเป็นปกติได้ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- โรคท้องเดินคืออะไร<br />
</strong>สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เชื้อจะเข้าไปแล้ว ทำให้เกิดอาการทันที ระยะเวลาอาจเป็นหลายวันก็ได้ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- โรคท้องเดินเรื้อรัง<br />
</strong>สาเหตุ เกิดจากพยาธิตัวเล็ก และทำให้เกิดภาวะขาดอาหาร หรือเกิดจากภาวะขาดอาหาร ทำให้มีน้ำย่อยลดลง ย่อยอาหารไม่ได้ดีทำให้อาการของโรคดำเนินไปเรื้อรังเป็นสัปดาห์หรือเป็น เดือน </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เชื้อโรคหรือพยาธิ เข้าสู่ลำไส้ทางปากแล้วเจริญเติบโตทำให้ลำไส้อักเสบแล้วพยาธิ หรือเชื้อโรคออกมากับอุจจาระกลับเข้าสู่ปากคนใหม่ โดยติดกับมือที่สัมผัสกับเชื้อโรค หรือพยาธิแล้วไม่ล้างให้สะอาด เมื่อใช้มือจับอาหารหรือเตรียมอาหาร นม น้ำ ทำให้สิ่งเหล่านี้ได้รับเชื้อโรคหรือพยาธิด้วย หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม เมื่อเด็กหรือผู้ใหญ่ได้รับอาหารที่ปนเปื้อนจึงทำให้เกิดโรคท้องเดินขึ้น </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เด็กที่มีอายุน้อย กว่า 2 ปีเป็นโรคท้องเดินมากกว่าช่วงอายุอื่น ทารกที่กินนมแม่จะได้รับสารคุ้มกัน หรือภูมิต้านทานโรคท้องเดินจึงช่วยป้องกันโรคท้องเดินได้ เมื่อเริ่มอาหารเสริมต้องรักษาความสะอาดอย่างดี ห้ามใช้มือสกปรกป้อนข้าว ป้อนน้ำเด็ก รวมถึงการเตรียมอาหารต้องทำให้สะอาดด้วย เช่น น้ำส้มคั้น ท่านต้องล้างผลส้มเช่นเดียวกับการล้างจานให้สะอาด อาจจะใส่ด่างทับทิมละลายน้ำเป็นสีชมพูอ่อน แล้วแช่มส้มนาน 10 นาที แล้วล้างเปลือกส้มให้สะอาด เช็ดผิวให้แห้งก่อนที่จะนำไปคั้นน้ำ มิฉะนั้นท่านจะนำน้ำส้มที่เตรียมไม่สะอาดอาจมีเชื้อบิดซึ่งพบเป็นประจำใน เด็กที่ได้รับน้ำส้มคั้น ที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">นอกจากนี้หัวนมยาง ที่เด็กดูดตกลงกับพื้นก็จะปนเปื้อนเชื้อโรคขณะนี้มีหัวนมที่มีคลิปติดอยู่ กับเชือก สามารถคลิปติดกับเสื้อเด็กเมื่อไม่ดูดก็ไม่ตกลงที่พื้น เพียงแต่อย่าให้มือเด็กสกปรกและแมลงวันตอมเท่านั้นค่ะ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- การดูแลรักษาโรคท้องเดิน<br />
</strong>ถ้า ท่านมีผงน้ำตาลเกลือแร่โอ.อาร์.เอส ขององค์กรเภสัชกรรม ท่านผสมตามฉลาก 1 ขวด (750 ซีซี) ใน 4 ชั่วโมงแรก ควรงดนมผสม แล้วให้ครั้งละ 2 ออนซ์ทุก 2 ชั่วโมง อย่าให้มากกว่านี้ เด็กจะกระหายมากและดูดเร็วมาก ถ้าให้มากจะทำให้เด็กอาเจียน ถ้าหลังจากนั้นไม่อาเจียน ก็สามารถให้นมเจือจางครึ่งหนึ่งของที่เคยกินและค่อยๆ เพิ่มขึ้น ถ้าเป็นเด็กโตอาจจะให้โจ๊ก ข้าวต้มครั้งละน้อยๆ และบ่อยๆ แต่ถ้ายังมีอาการถ่ายอุจจาระมากขึ้นหลังจากให้น้ำเกลือแร่ หลัง 4 ชั่วโมง หรือเด็กอาเจียนมากควรต้องปรึกษาแพทย์ด่วน </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- วิธีเตรียมน้ำเกลือหรืออาหารเหลวสำหรับเด็กท้องเดิน<br />
</strong>เมื่อ เกิดท้องเดินให้นึกถึงน้ำเกลือและของเหลวที่เตรียมได้เองก่อน ซึ่งสามารถเตรียมเองได้ เพราะส่วนประกอบมีอยู่ในบ้านแล้ว ส่วนประกอบที่สำคัญคือ เกลือ, น้ำตาลและน้ำ, น้ำข้าว, แป้งหรือข้าวต้มเมื่อย่อยแล้วกลับเป็นน้ำตาล ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกลือและน้ำดูดซึมเข้าร่างกายได้ดี เป็นการป้องกันมิให้ร่างกายขาดน้ำแล้วยังถ่ายอุจจาระน้อยลงด้วย </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ถ้าจะใช้น้ำชนิด อื่นที่ไม่ใช่น้ำเปล่า เช่น น้ำต้มเปลือกต้นฝรั่ง น้ำชา น้ำมะตูม ก็เป็นน้ำสมุนไพรที่รักษาท้องเดินได้ดี และจะดียิ่งขึ้นถ้าเติมน้ำตาลและเกลือลงไปด้วย โดยใช้สูตรดังนี้ น้ำตาล 2 ช้อนแกง เกลือครึ่งช้อนชาหรือเท่ากับ 2 ปลายนิ้วก้อย หรือจะตวงด้วยช้อนสังกะสีเท่ากับ 2 ปลายช้อนสังกะสี </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ถ้าเป็นน้ำข้าวไม่ ต้องเติมน้ำตาลเพราะข้าวย่อยได้เป็นน้ำตาลอยู่แล้ว หากเกิดท้องเดิน ในช่วงที่ไม่ได้หุงข้าวหรือหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้า ไม่มีน้ำข้าวให้ใช้ตวงแป้งข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียว 2 ช้อนแกง (เท่ากับน้ำตาล) ต้มกวนให้สุกละลายน้ำ 1 ขวดน้ำปลา เติมเกลือ 2 ปลายช้อนเช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีแป้งก็ให้ตวงข้าวสารมา 2 ช้อนแกง ตำให้ละเอียด ต้มให้สุกละลายน้ำเป็นน้ำข้าว 1 ขวดน้ำปลา เติมเกลือ 2 ปลายช้อนเช่นเดียวกัน เด็กที่อายุน้อยกว่า 3 เดือน และยังไม่เคยป้อนข้าวมาก่อน ให้ผสมน้ำเกลือที่ใส่เกลือและน้ำตาลจะดีกว่า </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;"><strong>- การป้องกันโรคท้องเดิน<br />
</strong>1. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่<br />
2. ให้อาหารเสริมที่เตรียมสะอาด<br />
3. ล้างมือก่อนหยิบจับอาหารและกินอาหาร<br />
4. อาหารที่เตรียมสุกแล้วควรใส่ตู้กับข้าว หรือใช้ฝาชีครอบ<br />
5. กำจัดอุจจาระลงในส้วม หรือถังเสีย โดยเฉพาะอุจจาระเด็กต้องเก็บชำระลงส้วมหรือถังเสีย เพราะอุจจารเด็กมีเชื้อโรคกระจายไปสู่คนอื่นได้ เช่นกับของผู้ใหญ่<br />
6. กินน้ำสะอาดหรือน้ำต้ม<br />
7. ในช่วงอหิวาต์ระบาดไม่ควรอาบน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/1518/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฝึกมารยาทลูกน้อยบนโต๊ะอาหาร</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/1515/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/1515/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Feb 2010 13:35:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกมารยาท]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกมารยาทลูกน้อยบนโต๊ะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[มารยาทลูกน้อยบนโต๊ะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[โต๊ะอาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=1515</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>อีกครั้งที่น้องแอ นใช้นิ้วละเลงสปาเกตตีแสนอร่อยที่คุณแม่ปรุงอย่างสุดฝีมือ ไม่เพียงเท่านั้น คุณลูกตัวดียังเอามือหยิบเส้นสปาเกตตีเข้าปากเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด แต่ที่ร้ายไปกว่า อะไรทั้งหมด ก็ตอนที่เจ้าตัวเล็กทำเส้นสปาเกตตีกระเด็นใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวของคุณพ่อที่ กำลังนั่งกินข้าวอยู่ใกล้ๆ เมื่อเป็นอย่างนี้สงสัยโปรแกรมที่จะพาลูกรักไปฉลองปีใหม่กินข้าวบ้านเจ้านาย คงต้องยกเลิกไปแน่ๆ ช้าก่อนค่ะ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องยกเลิกโปรแกรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่จะพาลูกน้อยไปกินข้าวนอกบ้านก็ได้ หากว่าฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหารให้ลูกตัวน้อยตั้งแต่หนูน้อยเริ่มนั่งรับประทาน อาหารบนเก้าอี้สูงสำหรับเด็ก (High Chair) ได้ โดยขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากให้ลูกรักนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคุณด้วย เพื่อที่ลูกจะได้เห็นมารยาทที่ถูกต้องจากคุณพ่อคุณแม่ วิธีการทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างนั้นน่าจะเป็นวิธีที่ได้ผลดี โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะเริ่มตั้งแต่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ใช้ช้อนส้อมตักอาหารอย่างสุภาพ กล่าวขอบคุณทุกครั้งที่มีคนตักอาหารให้ ไม่อ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ขณะรับประทานอาหาร อย่างนี้เป็นต้น แน่นอนว่าเจ้าตัวเล็กที่มักจะต้องการทำให้คุณพอใจ เขาจะจดจำพฤติกรรมของคุณและปฏิบัติตาม เมื่อลูกน้อยเริ่ม ปฏิบัติตามสิ่งที่คุณแสดงให้เขาเห็น คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรชื่นชมลูกน้อยมากจนเกินไป เพราะวิธีนั้นอาจจะทำให้ลูกคิดว่าเขาเป็นศูนย์กลางของความสนใจทุกครั้งที่ ถึงเวลาอาหาร และที่สำคัญก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าลูกจะแสดงมารยาทที่เหมาะสมบนโต๊ะอาหารได้ ในเวลาอันสั้น เพราะบางครั้งลูกน้อยวัยนี้ก็ยังสนุกสนานกับอาหารที่หยิบกินง่ายแสนอร่อย (Finger Food) แต่อย่างไรก็อย่าละความพยายามนะคะ ระหว่างที่คุณพ่อ คุณแม่กำลังพยายามสอนเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารให้กับเจ้าตัวเล็ก ก็คงจะมีบางครั้งที่ลูกยังคงทำความเลอะเทอะเปรอะเปื้อน หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง และถ้าเป็นอย่างนั้นคุณก็มีทางเลือกอยู่สองประการ คือ หนึ่งทำเป็นไม่สนใจพฤติกรรมเหล่านั้น ไม่ว่าลูกจะหว่านข้าวไปทั่วโต๊ะ ส่งเสียงกรี๊ด หรือคายข้าวทิ้งในชาม คุณพ่อคุณแม่ก็เฉยเสีย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1515%2F%25e0%25b8%259d%25e0%25b8%25b6%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%258a%25e0%25b8%25b0%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F1515%2F%25e0%25b8%259d%25e0%25b8%25b6%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%258a%25e0%25b8%25b0%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/babyfoodeat.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-1516" title="babyfoodeat" src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/babyfoodeat-300x203.jpg" alt="" width="300" height="203" /></a></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">อีกครั้งที่น้องแอ นใช้นิ้วละเลงสปาเกตตีแสนอร่อยที่คุณแม่ปรุงอย่างสุดฝีมือ ไม่เพียงเท่านั้น คุณลูกตัวดียังเอามือหยิบเส้นสปาเกตตีเข้าปากเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด</span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">แต่ที่ร้ายไปกว่า อะไรทั้งหมด ก็ตอนที่เจ้าตัวเล็กทำเส้นสปาเกตตีกระเด็นใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวของคุณพ่อที่ กำลังนั่งกินข้าวอยู่ใกล้ๆ เมื่อเป็นอย่างนี้สงสัยโปรแกรมที่จะพาลูกรักไปฉลองปีใหม่กินข้าวบ้านเจ้านาย คงต้องยกเลิกไปแน่ๆ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ช้าก่อนค่ะ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องยกเลิกโปรแกรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่จะพาลูกน้อยไปกินข้าวนอกบ้านก็ได้ หากว่าฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหารให้ลูกตัวน้อยตั้งแต่หนูน้อยเริ่มนั่งรับประทาน อาหารบนเก้าอี้สูงสำหรับเด็ก (High Chair) ได้ โดยขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากให้ลูกรักนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคุณด้วย เพื่อที่ลูกจะได้เห็นมารยาทที่ถูกต้องจากคุณพ่อคุณแม่ วิธีการทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างนั้นน่าจะเป็นวิธีที่ได้ผลดี โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะเริ่มตั้งแต่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ใช้ช้อนส้อมตักอาหารอย่างสุภาพ กล่าวขอบคุณทุกครั้งที่มีคนตักอาหารให้ ไม่อ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ขณะรับประทานอาหาร อย่างนี้เป็นต้น แน่นอนว่าเจ้าตัวเล็กที่มักจะต้องการทำให้คุณพอใจ เขาจะจดจำพฤติกรรมของคุณและปฏิบัติตาม </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">เมื่อลูกน้อยเริ่ม ปฏิบัติตามสิ่งที่คุณแสดงให้เขาเห็น คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรชื่นชมลูกน้อยมากจนเกินไป เพราะวิธีนั้นอาจจะทำให้ลูกคิดว่าเขาเป็นศูนย์กลางของความสนใจทุกครั้งที่ ถึงเวลาอาหาร และที่สำคัญก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าลูกจะแสดงมารยาทที่เหมาะสมบนโต๊ะอาหารได้ ในเวลาอันสั้น เพราะบางครั้งลูกน้อยวัยนี้ก็ยังสนุกสนานกับอาหารที่หยิบกินง่ายแสนอร่อย (Finger Food) แต่อย่างไรก็อย่าละความพยายามนะคะ </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ระหว่างที่คุณพ่อ คุณแม่กำลังพยายามสอนเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารให้กับเจ้าตัวเล็ก ก็คงจะมีบางครั้งที่ลูกยังคงทำความเลอะเทอะเปรอะเปื้อน หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง และถ้าเป็นอย่างนั้นคุณก็มีทางเลือกอยู่สองประการ คือ หนึ่งทำเป็นไม่สนใจพฤติกรรมเหล่านั้น ไม่ว่าลูกจะหว่านข้าวไปทั่วโต๊ะ ส่งเสียงกรี๊ด หรือคายข้าวทิ้งในชาม คุณพ่อคุณแม่ก็เฉยเสีย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในที่สุดลูกก็จะเลิกพฤติกรรมดังกล่าวไปเอง เมื่อเขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากคุณได้ ประการที่สอง คือ หาทางแก้ไข เช่น เช็ดปากให้ลูกทุกครั้งที่เขาบ้วนอาหารออกมาเลอะปาก จนหนูน้อยหยุดบ้วนอาหารไปเอง หรือเมื่อเขาใช้มือหยิบอาหาร ก็จับช้อนใส่ในมือของลูก ในขณะเดียวกันพ่อแม่บางครอบครัวก็จะพาลูกน้อยออกจากโต๊ะอาหารเพื่ออธิบายถึง กิริยาที่ไม่เหมาะสมของเจ้าตัวเล็ก </span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">แต่ที่สำคัญเหนือ สิ่งอื่นใดในการฝึกให้ลูกน้อยมีมารยาทบนโต๊ะอาหาร คงหนีไม่พ้นความเข้าอกเข้าใจของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง ท้ายสุดก็ขอส่งความปรารถนาดีถึงทุกครอบครัวในช่วงเวลาของเทศกาลแห่งความสุข นี้ด้วยนะค่ะ</span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; color: #494949; font-size: x-small;">ขอบคุณข่าวจาก โพสทูเดย์<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/1515/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ติวคุณแม่ เตรียมตัวคลอด</title>
		<link>http://www.hotvariety.com/archives/510/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.hotvariety.com/archives/510/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Feb 2010 14:12:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Hotvariety.com</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมตัวคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hotvariety.com/?p=510</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/>สําหรับว่า ที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย &#8220;การคลอด&#8221; ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่น่าตื่นเต้น และบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องน่ากลัวเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะพบกับอะไรในช่วง เวลานั้น โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก และไม่คุ้นเคยกับสถานที่ก็ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาหาก ระหว่างที่คุณแม่ฝากครรภ์อยู่ได้ลองหาความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมตัว คลอด เมื่อนึกถึง บรรยากาศในห้องคลอด หลายคนคงจินตนาการได้จากประสบการณ์ตรง หรือจากฉากละครโทรทัศน์ที่มักพรรณนาถึงความรู้สึกเจ็บท้องคลอดของตัวละคร น้อยคนที่จะปฏิเสธว่าตัวเองไม่เคยกลัวการคลอด ในความกลัวเหล่านี้เองปัจจุบันคุณแม่หลายคนจึงเลือกแบบการทำคลอดได้ เพื่อลดความกังวลเรื่องความเจ็บปวดระหว่างคลอด แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์อย่างใกล้ชิด ประเภทของการ คลอดมีทั้งการผ่าท้องคลอด (Cesarean Section) และการคลอดแบบธรรมชาติ (Natural Birth หรือ Active Birth) ซึ่งคุณแม่เป็นจุดศูนย์กลางของกระบวนการคลอด โดยแพทย์หรือพยาบาลแทบจะไม่เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการเพื่อคงความเป็น ธรรมชาติมากที่สุด การผ่อนคลาย ความกังวลในการคลอดนั้นทำได้หลากหลายวิธี อาทิ การศึกษาขั้นตอนในการเตรียมตัวคลอด การขอคำปรึกษาจากแพทย์ หรือผู้มีประสบการณ์ในการคลอด หนึ่งในนั้นหากว่าที่คุณแม่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้บรรยากาศภายในห้องคลอดก่อน ก็คงทำให้คุณแม่มือใหม่อุ่นใจและพร้อมคลอดอย่างไร้กังวล เมื่อคุณแม่ ใกล้คลอดเต็มที ศีรษะของทารกจะเคลื่อนต่ำลงมาในช่องกระดูกเชิงกราน ศีรษะของเด็กจะหมุนเพื่อหันหน้ามาอยู่ทางด้านหลังของแม่ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ กำลังถือกำเนิดขึ้นตามกระบวนการคลอดแบบธรรมชาติ ว่าที่คุณแม่หลายคนอาจต้องการคลอดในลักษณะนี้ เพราะถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้หญิงที่จะได้รับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บ ท้องเบ่งคลอดเอง และยิ่งมีคนที่รักอยู่เคียงข้างด้วยแล้วคงสุขใจและอุ่นใจได้ไม่น้อย หากนับ ถอยหลังก่อนการคลอด ในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงแรก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F510%2F%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2593%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594%2F"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.hotvariety.com%2Farchives%2F510%2F%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2593%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594%2F" height="61" width="51" /></a></div><img src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/icons/icon-20.gif" width="17" height="17" alt="" title="แม่และเด็ก" /><br/><p><a href="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/mom4.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-511" title="mom4" src="http://www.hotvariety.com/wp-content/uploads/2010/02/mom4-276x300.jpg" alt="" width="276" height="300" /></a></p>
<p>สําหรับว่า ที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย &#8220;การคลอด&#8221; ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่น่าตื่นเต้น และบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องน่ากลัวเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะพบกับอะไรในช่วง เวลานั้น โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก และไม่คุ้นเคยกับสถานที่ก็ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาหาก ระหว่างที่คุณแม่ฝากครรภ์อยู่ได้ลองหาความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมตัว คลอด</p>
<p>เมื่อนึกถึง บรรยากาศในห้องคลอด หลายคนคงจินตนาการได้จากประสบการณ์ตรง หรือจากฉากละครโทรทัศน์ที่มักพรรณนาถึงความรู้สึกเจ็บท้องคลอดของตัวละคร น้อยคนที่จะปฏิเสธว่าตัวเองไม่เคยกลัวการคลอด ในความกลัวเหล่านี้เองปัจจุบันคุณแม่หลายคนจึงเลือกแบบการทำคลอดได้ เพื่อลดความกังวลเรื่องความเจ็บปวดระหว่างคลอด แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์อย่างใกล้ชิด</p>
<p>ประเภทของการ คลอดมีทั้งการผ่าท้องคลอด (Cesarean Section) และการคลอดแบบธรรมชาติ (Natural Birth หรือ Active Birth) ซึ่งคุณแม่เป็นจุดศูนย์กลางของกระบวนการคลอด โดยแพทย์หรือพยาบาลแทบจะไม่เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการเพื่อคงความเป็น ธรรมชาติมากที่สุด</p>
<p>การผ่อนคลาย ความกังวลในการคลอดนั้นทำได้หลากหลายวิธี อาทิ การศึกษาขั้นตอนในการเตรียมตัวคลอด การขอคำปรึกษาจากแพทย์ หรือผู้มีประสบการณ์ในการคลอด หนึ่งในนั้นหากว่าที่คุณแม่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้บรรยากาศภายในห้องคลอดก่อน ก็คงทำให้คุณแม่มือใหม่อุ่นใจและพร้อมคลอดอย่างไร้กังวล</p>
<p>เมื่อคุณแม่ ใกล้คลอดเต็มที ศีรษะของทารกจะเคลื่อนต่ำลงมาในช่องกระดูกเชิงกราน ศีรษะของเด็กจะหมุนเพื่อหันหน้ามาอยู่ทางด้านหลังของแม่ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ กำลังถือกำเนิดขึ้นตามกระบวนการคลอดแบบธรรมชาติ ว่าที่คุณแม่หลายคนอาจต้องการคลอดในลักษณะนี้ เพราะถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้หญิงที่จะได้รับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บ ท้องเบ่งคลอดเอง และยิ่งมีคนที่รักอยู่เคียงข้างด้วยแล้วคงสุขใจและอุ่นใจได้ไม่น้อย<br />
หากนับ ถอยหลังก่อนการคลอด ในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงแรก อาการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ คือปากมดลูกบางขึ้น และเริ่มเปิดจนเปิดหมด การคลอดในลักษณะตามธรรมชาตินี้แบ่งอาการเจ็บท้องได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะเฉื่อย ระยะเร่ง และ ระยะปรับตัว เหล่านี้คือสัญญาณดีที่เตือนให้รู้ว่าเจ้าตัวน้อยใกล้ลืมตาดูโลกแล้ว</p>
<p>ระยะเฉื่อย อาจเริ่มมีมูกเลือดบ้างเพราะปากมดลูกเริ่มเปิด แต่ยังไม่มีน้ำเดิน ส่วนใหญ่คุณแม่มีอาการปวดท้องไม่ค่อยมาก ปวดเป็นพักๆ นาน 8-12 ชั่วโมงในท้องครั้งแรก และ 6-8 ชั่วโมงในท้องสอง ช่วงนี้ปากมดลูกเปิดประมาณ 3 เซนติเมตร คุณแม่ควรสังเกตความถี่ในการเจ็บท้องด้วย</p>
<p>ระยะเร่ง คุณแม่บางคนอาจเริ่มมีน้ำเดิน อาการปวดท้องมากขึ้น เพราะการหดรัดตัวของมดลูกจะแรงและถี่ขึ้นประมาณ 4-5 ครั้งต่อชั่วโมง และจะเจ็บท้องนาน 4-6 ชั่วโมงในท้องแรก และ 2-4 ชั่วโมงในท้องสอง ช่วงนี้ปากมดลูกเปิดประมาณ 4-8 เซนติเมตร ในระยะนี้อาจยังไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล</p>
<p>บทบาทของคน ใกล้ชิดอย่างคุณพ่อในระยะนี้ควรประคองรับน้ำหนักคุณแม่ และหาท่าที่ทำให้รู้สึกสบายสำหรับคุณแม่ หากอยู่ในท่ายืนควรงอเข่าเล็กน้อย ป้องกันอาการตึงและล้าที่ขา ควรยืนแยกเท้าให้ห่างพอสมควรเพื่อการทรงตัวและช่วยให้กระดูกเชิงกรานผายออก<br />
ระยะปรับ เปลี่ยน เป็นระยะที่ซับซ้อนที่สุดของการคลอด เพราะปากมดลูกเปิด 8-10 เซนติเมตร และเข้าสู่การเบ่งคลอดได้ มดลูกจะหดรัดตัวนานมาก ถุงน้ำคร่ำสามารถแตกได้ ซึ่งช่วยลดอาการตึงถ่วงที่ช่องคลอด ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกอยากเบ่งคลอด ซึ่งหากเบ่งแล้วรู้สึกเจ็บแสดงว่าปากมดลูกยังเปิดไม่เต็มที่ควรหยุดเบ่ง และเปลี่ยนเป็นท่าเข่าชิดหน้าอก นอกจากนี้ยังเป็นระยะที่มีการปรับเปลี่ยนของอารมณ์ด้วย บางครั้งไม่สามารถควบคุมตัวเองได้</p>
<p>สำหรับวิธี การผ่อนคลายควรอาบน้ำด้วยฝักบัวในท่ายืน หรือนั่งช่วยบรรเทาความปวด ใช้การนวด ประคบน้ำร้อนบริเวณที่ปวด แช่น้ำอุ่นในอ่าง ใช้กลิ่นบำบัด หรือเปิดเพลงผ่อนคลาย ที่สำคัญควรให้การปลอบโยนอย่างใกล้ชิด</p>
<p>ในช่วง 2 ชั่วโมงสุดท้าย หลังจากที่ศีรษะเคลื่อนมาอยู่ใกล้ทวารหนักและปากช่องคลอด ในที่สุดศีรษะของเด็กจะค่อยๆ เคลื่อนผ่านช่องคลอดออกมา ช่วงนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดเพื่อเตรียมตัวคลอด เพราะคุณแม่จะเจ็บท้องไม่เกิน 2 ชั่วโมงสำหรับท้องแรก และไม่เกิน 1 ชั่วโมงในท้องหลัง ซึ่งปากมดลูกจะเปิดหมดแล้ว เป็นระยะที่เด็กเคลื่อนผ่านช่องคลอดออกมาแล้ว</p>
<p>หลังจากทารก คลอดแล้วมดลูกจะเริ่มหดตัวเพื่อลดขนาด และจะหดตัวต่อไปเรื่อยๆ กระบวนการนี้จะได้รับการช่วยเมื่อทารกดูดนมแม่ จากนั้นรกจะค่อยๆ ลอกออกจากผนังมดลูกและเคลื่อนลงสู่ช่องคลอด โดยปกติแล้วรกจะคลอดหลังจากการคลอดทารกประมาณ 20 นาที จากนั้นแพทย์จะตรวจสอบว่าไม่มีส่วนใดติดค้างอยู่ในโพรงมดลูกอีก</p>
<p>คุณแม่ควร อยู่ในท่านั่งรอระหว่างรอให้รกคลอด จะได้โอบอุ้มและมองเห็นหน้าลูกได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังทำให้ลูกดูดนมแม่ได้ง่ายขึ้น การที่คุณแม่และลูกได้สัมผัสผิวของกันและกัน ทำให้ลูกได้รับความอบอุ่นผ่านสัมผัสของแม่ ซึ่งช่วยในการปรับอุณหภูมิของลูกและช่วยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกอีก ด้วย</p>
<p>เมื่อเข้าใจ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และลักษณะอาการต่างๆ ก่อนคลอดแล้วก็จะดูแลตัวเองได้ และช่วยให้คุณแม่คนใหม่รับมือกับช่วงเวลานี้อย่างมีสติและไม่ตื่นกลัวต่อไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hotvariety.com/archives/510/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

